Etiquetas » X-Japan

Interview: Yoshiki's new ways to express himself


Picture courtesy of YSK Entertainment

Call him dedicated or call him reckless. You would probably be correct either way. X Japan drummer, pianist and band leader Yoshiki severely damaged his neck due to his intense drumming style to the point that he needed neck surgery. 1.233 palabras más

Music

We are X!

It is hard to describe the magnitude of the feelings that flowed through my body, as I was standing in front of the mightiest mortal muse I could think of. 1.149 palabras más

Inspiration

"Forever Love" (Toshl/Yoshiki) : บทที่ 3

 

          เสียงอื้ออึงในห้องประชุม กลายเป็นเสียงจ้อกแจ้กจอแจปนกับเสียงฮือฮาของบรรดานักข่าว เช่นเดียวกันกับคนที่เฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ดูรายการถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้าน ทุกคนล้วนมีใบหน้าตั้งคำถามกับข่าวใหม่ล่าสุดที่ต่างคนก็ต่างไม่ทันได้เตรียมใจที่จะรับฟัง
          
ท่ามกลางเสียงพูดคุยกันเซ็งแซ่ โยชิกิตัดสินใจรีบพูดสิ่งที่ตั้งใจจะพูดให้มันเสร็จๆ ไปเสียโดยเร็ว ตอนนี้ในใจเขาแทบอยากจะเดินลงจากเวทีมันไปเสียตอนนี้ เพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดานักข่าวที่ลอยมาเข้าหูนั้นทำเอาเขารู้สึกอึดอัดเหลือเกิน
          “ขอให้ทุกท่านโปรดเข้าใจว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่ผ่านข้อสรุปในที่ประชุมแล้ว ถึงอย่างไรพวกเราจะไม่มีวันทิ้งแฟนๆ ไปไหนอย่างเด็ดขาด ขอเวลาพวกเราเพียงเล็กน้อย และเราสัญญาว่าเราจะกลับมาโดยเร็วที่สุด”
          เมื่อประโยคสุดท้ายสิ้นสุดลง หัวหน้าวงและสมาชิกทุกคนต่างพากันเตรียมจะลุกออกจากที่นั่ง ท่ามกลางเสียงพูดคุยกันของบรรดาผู้สื่อข่าว ต่างคนต่างยังคงรู้สึกแปลกใจและงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ ตัวผู้อ่านแถลงการณ์เองนั้นก็มิได้กล่าวชี้แจงอะไรให้มากความ เพียงแค่เนื้อหาที่ได้ร่างไว้ในประกาศนั้น ก็ถือว่าครอบคลุมประเด็นที่ต้องการจะประกาศไว้ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องอธิบายหรือชี้แจงอะไรให้จำเจ…มันช่างเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และนั่นก็เป็นเพราะการแถลงข่าวในครั้งนี้ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวยกมือถามคำถามอีกด้วย นี่จึงดูเป็นการแถลงข่าวที่สั้นและกินเวลาเพียงเล็กน้อย

Fiction

"Forever Love" (Toshl/Yoshiki) : บทที่ 2

 

          แสงสีม่วงทอสลับกับแสงสีเหลืองอมส้มเต็มท้องนภา บ่งบอกว่าเวลาของวันนี้ ได้ล่วงเลยมาจนถึงรอยต่อระหว่างวันกับคืน หากแต่เป็นเวลาที่ชายหนุ่มตัดสินใจที่จะลุกออกจากเตียง
          ก่อนเดินออกจากห้อง โยชิกิไม่ลืมที่จะเก็บจานอาหารและถ้วยชาวางซ้อนกันไว้บนถาดเพื่อยกลงไปเก็บไว้ข้างล่าง ปกติหน้าที่นี้จะเป็นอีกฝ่ายที่คอยทำให้เสมอ และเมื่อจานเก่าถูกนำไปเก็บ จานใหม่ก็จะถูกนำขึ้นมาเสิร์ฟ ทำอย่างนี้อยู่ทุกวันอย่างเป็นเวลา หากแต่ตอนนี้…ได้ล่วงเลยเวลาที่อีกฝ่ายจะขึ้นมามากพอสมควร
          ‘หรือเขาจะกลับไปเสียแล้ว…’
          แม้การนอนหลับจะไม่ได้ทำให้อาการเพลียของร่างกายและจิตใจฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างเต็มที่ แต่การที่ได้สติสัมปชัญญะคืนมานั้นทำให้โยชิกิกลับคิดได้ พลันจิตใต้สำนึกก็บอกกับตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำอะไรให้อีกฝ่ายเสียบ้าง และการยกจานอาหารที่ถูกทานจนหมดเกลี้ยงลงไปให้อีกฝ่ายได้เห็นนี้แหละ จะแสดงถึงความจริงใจของชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี และเขา…ไม่ได้ ‘ไม่ใส่ใจ’ อย่างที่อีกฝ่ายคิดแม้แต่น้อย
          …เพิ่งจะมารู้ตัวว่าก่อนหน้านี้ ทำตัวเหลวไหลใส่เขาผู้นั้นไว้มากเหลือเกิน บางทีการได้กล่าวคำขอบคุณ อาจทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับมารู้สึกดีต่อกันได้อีกครั้ง

Fiction

"Forever Love" (Toshl/Yoshiki) : บทที่ 1

 

          “โทชิ…ฉันขอนอนได้ไหม?”
          คำพูดอันแสนสั้น แต่สร้างรอยแผลที่หัวใจเป็นทางยาว ลึกลงไปในถ้อยคำ คล้ายจะบอกเป็นนัยว่า อีกฝ่ายยังไม่ต้องการเขาในตอนนี้…แค่ในตอนนี้

          โทชิคิดเช่นนั้น
          แม้ชายหนุ่มจะเดินออกมาจากห้องนอนแล้ว เขายังคงยืนนิ่งพิงประตูอยู่หน้าห้อง ประโยคนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว…เป็นอีกครั้งที่ความพยายามของเขาไร้ความหมาย หากแต่ยังเชื่อเสมอว่า สักวันโยชิกิคนเดิมจะกลับมา อาจไม่ใช่ในทันที แต่เขานี้แหละจะเป็นผู้คอยประคับประคอง ด้วยมือสองมือนี้ จะช่วยผลักหลังให้อีกฝ่ายเดินหน้าต่อไป…ถือวิสาสะเข้าไปประคองจาก ‘ด้านหลัง’ ดีกว่ายื่นมือเข้าไปหาตรงหน้า แล้วต้องพบว่า
          เขาไม่ยื่นมือกลับมา
          
อีกฟากหนึ่งของประตู แม้ภายในห้องนอนจะเงียบสงัด หากแต่ภายในใจโยชิกิกลับไม่เป็นสุข แม้จะรับรู้ถึงความห่วงใยของอีกฝ่ายที่ตั้งใจส่งมาถึง แต่ ณ ตอนนี้หัวใจกลับโลดแล่นนึกถึงแต่บุคคลที่อยู่ในความทรงจำ ภาพในหัวค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นมาอย่างมิได้ตั้งใจ
          ทุกอย่างเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ภาพของชายหนุ่มผมสีชมพูจัดจ้านแสบสัน ผุดขึ้นมาในหัวสมอง รอยยิ้มจริงใจและเสียงหัวเราะมีแววสดใส ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจ
          “โยชิกิ…โยจจัง”
          
น้ำเสียงเจื้อยแจ้วที่ขานชื่อชายหนุ่มดังก้องอยู่ในหู
          
“โยจจัง…ฉันมีอะไรจะมาบอกแหละ”
          ประโยคที่ปะปนด้วยแววอันซุกซนนั้น…จู่ๆ ‘ประโยคนั้น’ ก็ดังก้องขึ้นมาในทันใด
          “โยจจัง คือว่าฉันน่ะ…”
          
“ไม่นะ!”
          โยชิกิโพล่งออกมาอย่างลืมตัว…เหมือนคำตวาดเสียงดังนั้นช่วยทำให้ภาพในหัวแตกกระเจิง เขามองไปรอบๆ ตัว พบว่าตนเองยังคงนอนอยู่บนเตียง
          ‘นึกถึงวันนั้นอีกแล้ว…’
          
เขาพลิกตัวมาอีกทาง หวังสลัดความคิดเมื่อครู่นี้ทิ้งไป มือขาวกระชับชายผ้าห่มเข้าหาตัว เหลียวไปเห็นถาดอาหารเช้ายังคงวางอยู่ที่เดิม ครั้นเมื่อได้สติแล้ว กลิ่นหอมของอาหารกลับลอยเข้ามาแตะจมูก
          ชั่วขณะหนึ่ง มีบางสิ่งแล่นปราดเข้ามาในหัวของโยชิกิ เขามองดูทั้งถาดอาหาร ทั้งผ้าห่มผืนหนาที่ถูกดึงขึ้นมาคลุมจนถึงคอ…ตอนนี้อีกฝ่ายไม่ได้นั่งอยู่ตรงหน้า เหลือไว้แต่ร่องรอยความอบอุ่นและความเอาใจใส่ที่ฝากไว้กับ ‘อาหารเช้า’ และ ‘ผ้าห่ม’
          ‘นี่ฉันเป็นบ้าอะไร…’ โยชิกิถอนหายใจหนัก น้ำเสียงมีแววสำนึกผิดจริงใจ กี่ครั้งแล้วที่โยชิกิปฏิเสธโทชิอย่างเยือกเย็น เป็นเพราะความสับสนว้าวุ่นในใจ ผสมรวมกับความโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียเพื่อนอันเป็นที่รักยิ่ง…ครั้นเมื่อได้สติขึ้นมาทีไร ก็เพิ่งจะมาพบว่าตนเองได้ทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายไปครั้งแล้วครั้งเล่า
          ร่างบอบบางยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มือเรียวเอื้อมไปหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ ถึงจะวางทิ้งไว้อยู่สักพักแล้ว แต่น้ำในถ้วยยังอุ่นๆ อยู่ ความรู้สึกชุ่มฉ่ำในลำคอพาเอาความเครียดไหลลงไปด้วย ปกติเขาไม่ใช่คนที่ชอบดื่มชานัก เห็นมีแต่โทชินี่แหละที่ชอบชงชาดื่มเองอยู่บ่อยๆ เขาเคยเห็นโทชิชงชาอยู่สองสามครั้ง เป็นชาแบบญี่ปุ่น และเหมือนตอนชงจะชอบชงแบบโบราณ ใส่ผงชาเขียวมัทฉะ เติมน้ำร้อน ใช้แปรง ‘ฉะเซน’ ค่อยๆ ตีให้ทั่วจนน้ำชาเกิดฟอง…ใจเย็น นิ่ง และสงบ นั่นแหละเขา โทชิเคยชงชาให้โยชิกิลองชิมอยู่ครั้งหนึ่ง รสชาติขม เฝื่อนๆ คอ จำได้ว่าดื่มไปได้อึกเดียวก็ทำหน้าเหยเก หลังจากนั้นเขาก็ไม่ดื่มมันอีกเลย…ไม่อร่อย แถมยุ่งยากได้ขนาดนี้ ทำไมถึงชอบกินนัก
          “ก็กินแล้วเสียงมันมา ชุ่มคอดี”
          “ไม่เห็นต่างกับกินน้ำร้อนธรรมดาตรงไหน”
          “ต่างสิ นี่…ตอนชงมันได้ฝึกทำใจเย็น”
          “จะฝึกอะไรอีก ทุกวันนี้ก็เห็นเย็นจนแทบไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร”
          โยชิกินึกถึงที่ทั้งคู่เคยคุยกัน…น้ำชาถ้วยนี้ โทชิก็คงจะชงให้
          เหลียวไปเห็นจานอาหารเช้า มีไข่ดาว ฮอทดอก และเบคอน…อาหารสไตล์ฝรั่งที่โยชิกิชอบ ตลกดีจริงที่เสิร์ฟคู่กับชาเขียวแบบญี่ปุ่น สมกับเป็นโทชิ…ซื่อโดยธรรมชาติ บางทีนิสัยก็แปลกพิลึก ยากที่จะเข้าใจ แต่จุดนี้ทำให้โทชิเป็นคนน่ารัก น่ารักตรงความซื่อนี้มักมองเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เสมอ บางทีทำให้เรื่องยิบย่อยกลายเป็นเรื่องสลักสำคัญขึ้นมาเสียได้
          เมื่อเห็นอาหารและเครื่องดื่มสองอย่างที่ดูจะไปกันไม่ได้ โยชิกิก็เผลอยิ้มขันออกมา มือที่ถือถ้วยชาอยู่เดิม วางถ้วยลงบนโต๊ะข้างเตียง เอื้อมไปหยิบจานอาหารมาวางไว้บนตัก ค่อยๆ ใช้มีดและส้อมหั่น ตัด จิ้มเข้าปาก ความหิวที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายมื้อเริ่มสั่งการ หลายวันมานี้โยชิกิแทบไม่ได้แตะอาหารเลย แม้โทชิจะทำมาให้อยู่ทุกๆ วัน แต่พอเข้ามาเก็บจานทีไร ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ชัดเจนว่าคนนอนอยู่ไม่ได้แตะต้องแม้แต่น้อย
          แต่วันนี้…ไม่นานนัก อาหารในจานก็หมดเกลี้ยง น้ำชาในถ้วยชาใบใหญ่พร่องไปกว่าครึ่ง เป็นมื้อแรกที่ทำเอาท้องอิ่มได้ขนาดนี้
          หลังจากจัดการอาหารเช้าเสร็จ ร่างบอบบางทิ้งตัวลงนอนอย่างรู้สึกผ่อนคลาย หลายวันมานี้ชายหนุ่มแทบไม่ได้นอน วันนี้รู้สึกอยากจะพักผ่อนให้เต็มอิ่ม อาหารที่กินเข้าไปช่วยให้ร่างกายกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง สติสตังเริ่มเข้าที่ แปลกดีที่วันนี้ไม่รู้สึกหดหู่มากมายอย่างเคย
          ‘คงเริ่มทำใจได้บ้างแล้ว’ ชายหนุ่มคิดกับตัวเอง
          ‘ดีแล้วล่ะ…งานพรุ่งนี้จะได้ผ่านไปด้วยดี’ …ก่อนจะหลับตาลง ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ คลายตัวลงทีละนิด…ทีละนิด…
          .
          .
          .
          โทชิเดินลงบันไดจากชั้นสองมายังห้องรับแขก ตอนนี้ปล่อยให้โยชิกินอนพักผ่อนให้หายเครียดเสียก่อน แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นหัวดื้อแค่ไหน จะหลับจริงแท้แน่หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่โทชิคิดว่า หากโยชิกิได้เอ่ยออกมาแล้วว่าจะนอน นั่นก็หมายความตามนั้น เขาก็จะปล่อยให้อีกฝ่ายนอนให้เต็มที่ เขาเชื่อโยชิกิเสมอ…ส่วนตัวเองนั้นก็หาอะไรง่ายๆ ทำไปวันๆ เหมือนอย่างเคย อ่านหนังสือบ้าง แอบไปเล่นเปียโนที่ตั้งอยู่กลางบ้านบ้าง บางทีถือวิสาสะจัดโน่นจัดนี่ เก็บข้าวของในบ้านให้เข้าที่เข้าทาง ทำความสะอาด รดน้ำต้นไม้ ทำทุกอย่างเสมือนบ้านตัวเอง กิจวัตรเหล่านี้ถูกผู้มาเยือนคอยทำให้อยู่ทุกวี่ทุกวัน ณ บ้านของโยชิกิ
          แต่วันนี้ดีหน่อย เหมือนบ้านโยชิกิจะมีแขก เป็นโอกาสดีที่ชายหนุ่มจะได้พักสมองจากเรื่องหม่นๆ
          แขกที่มาใหม่นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน คนสนิทชิดเชื้อที่รู้จักกันดีนี้เอง พอชายหนุ่มเดินลงบันไดมาก็เห็นเขานั่งคอยอยู่บนโซฟาอยู่แล้ว
          “อ้าว ฮีธ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ มานานแล้วหรือยัง ‘โทษทีๆ ที่ให้คอย” โทชิรัวคำทักทายใส่คนที่มาใหม่เหมือนไม่ได้อยากจะได้คำตอบจริงๆ เขาทำตัวเป็นเจ้าของบ้านชั่วคราวไปก่อน ตอนนี้เจ้าของบ้านตัวจริงคงยังไม่สะดวกมารับแขกด้วยตัวเอง
          “มารอได้สักพักแล้วครับ” ชายหนุ่มอายุน้อยกว่ายิ้มตอบอย่างสุภาพ พลางขยับที่นั่งเว้นระยะห่างจากอีกฝ่ายอย่างพองาม
          โทชิรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่วันนี้ ‘เจ้าน้องชาย’ เกิดนึกอะไรถึงมาหาโยชิกิถึงที่บ้าน ไม่ยักรู้ว่ามือเบสน้องเล็กสุดของวง จะกล้าทำ ‘ใจดี’ มาหาเสือ ‘ถึงถ้ำ’ ปกติเห็นคนอายุน้อยกว่าวางกิริยาเกรงอกเกรงใจคุณหัวหน้าวงอยู่เป็นวรรคเป็นเวร หรืออาจจะเป็นเพราะเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปด้วยหรืออย่างไรก็ไม่แน่ จึงทำให้คนที่วางท่าเกรงกลัวเจ้าของบ้านอยู่เป็นนิตย์นั้นยังอุตส่าห์มีน้ำใจมาเยี่ยมถึงที่…วันนี้สภาพของเจ้าน้องชายมาด้วยมาดสบายตา กางเกงยีนส์ขาปล่อยสบาย คู่กับเสื้อเชิ้ตแขนยาวที่พับแขนขึ้น มีแว่นตากันแดดห้อยต่องแต่งอยู่ตรงคอเสื้อ ผมเผ้ารุงรังที่จัดทรงมาอย่างลวกๆ นั้นก็บ่งบอกความเป็นน้องชายคนนี้ได้ดี
          “ไต้ฝุ่นอะไรกระโชกเธอมาล่ะนี่” ส่วนคำทักทายติดตลกนี่ ก็บอกความเป็นโทชิได้ดีเช่นกัน
          คนอายุน้อยกว่ายิ้มหัวเราะให้กับความเป็น ‘นักเลงภาษา’ ของโทชิ…เหมือนกับโยชิกิ สองคนนี้ช่างเหมือนกัน เป็นนักเลงตรงที่ว่า ชอบจะเล่นจะใช้คำแปลกๆ ที่คนอื่นก็ไม่คิดว่าจะนำมาใช้กับบริบทแบบนี้ได้ อย่างคำทักทายนี้ก็โดนอุตริเอามาใช้ได้อย่างพิลึกชอบกล คล้ายจะบอกกับคนฟังว่า ‘ลมอะไรหอบเธอมา’ แต่กับน้องชายคนนี้ ลม..คงยังไม่แรงพอ ต้องถึงขั้น พายุไต้ฝุ่น ถึงจะพาเขามาถึงนี่ได้ อย่างนั้นแล้ว หอบ ก็คงจะเบาไป…ขนาดนี้ต้อง กระโชก
          ‘เธอ’ ก็เป็นคำที่บางทีโทชิมักจะใช้เรียกคนที่อายุน้อยกว่าเวลาต้องการจะหยอกล้ออีกฝ่าย
          “ทำไมพี่ชอบเรียกผมว่า เธอ”
          “ทำไม”
          “มันเหมือนเรียกผู้หญิง”
          “จะหญิงหรือชายฉันก็เรียก เธอ หมด ถ้าเรียกแล้วเหมาะกับคนนั้น
…เธอมันน่ารัก ก็เหมาะสมดีแล้วไม่ใช่เหรอ” ไม่พูดเปล่า แต่ยังหัวเราะเยาะทิ้งท้าย
          “ว่ายังไง…มาเยี่ยมโยชิกิเหรอ?” คำถามถูกถามซ้ำปนกับเสียงหัวเราะ เมื่อเห็นว่าแขกที่มาใหม่เอาแต่หัวเราะคิกคักไม่ยอมพูดเสียที
          “มาเยี่ยมโยชิกิซังครับ มาเยี่ยมพี่ด้วย คงสบายดีนะครับ พรุ่งนี้แถลงข่าวอีก…ยังไหวอยู่ใช่ไหม?” ประโยคที่ออกมาจากปากฮีธ มีทั้งแววของความสุภาพและความใกล้ชิดสนิทกันระหว่างคนสองคน
          “เอาตรงๆ ไหม ฉันไม่รู้หรอก เอาแน่เอานอนกับหล่อนได้ซะที่ไหน” คนถูกถามยังมีอารมณ์ขัน
          “แต่ฉันเชื่อว่าเขาคงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร อันไหนเป็นการ อันไหนเป็นงาน พรุ่งนี้คงไม่น่ามีปัญหา” คนพูดนิ่งไปสักพัก ก่อนจะพูดต่อ “หรือถ้ามี…ฉันก็ไม่ปล่อยให้เขารู้สึกว่าเขาอยู่คนเดียวหรอก”
          คนอายุน้อยกว่ารู้ถึงความรู้สึกของคนพูดได้อย่างชัดเจน เขาคนนี้…ทุ่มเท และจริงใจเสมอ
          ฮีธมองหน้าโทชิแล้วจึงหลบตา เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าสบตาอีกฝ่ายและเอ่ยขึ้นว่า “ตรงนั้นน่ะผมรู้ ผมคิดว่าผมรู้จักโยชิกิซังดีไม่น้อยไปกว่าพี่ และรู้จักพี่ดีไม่น้อยไปกว่าพี่รู้จักตัวเอง…ที่ผมถามว่า ยังไหวอยู่ไหม นั่นน่ะ ผมหมายถึงพี่ต่างหาก”
          โทชิชะงักไปเล็กน้อย หันไปมองคนข้างๆ หัวคิ้วเลิกสูงขึ้นราวกับจะตั้งคำถาม ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาแก้เขิน “อ้าว เหรอ…นึกว่าหมายถึงโยชิกิ” คนถูกถามเหมือนจะไปไม่ถูกจึงหัวเราะกลบเกลื่อน
          “ไหว…” หลังจากหัวสมองรวนไปครู่หนึ่ง คนตอบก็ลากเสียงยาวพร้อมกับปรายตามองคนที่นั่งข้างๆ ก่อนจะปล่อยลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมา ชายหนุ่มยิ้มเยาะที่มุมปากราวกับจะตัดพ้อตัวเอง “ฉันทนได้หมดแหละ ถ้าเพื่อโยชิกิ” ดวงตาดำ ยาวรี ทอดมองไปยังพื้น ถึงน้ำเสียงจะมีแววเศร้าสร้อย แต่ใบหน้าของเขาก็ยังมีรอยยิ้มเล็กๆ
          “พี่…แน่ใจนะ” คนอายุน้อยกว่าถามเสียงค่อย จนโทชิรู้สึกได้ถึงแววในน้ำเสียงนั้น…น้องชายคนนี้เป็นห่วงเป็นใยเขาเสมอ และสำหรับเขาแล้ว ฮีธคือน้องที่เขารักและเอ็นดูมากที่สุด
          “…ว่าจะไม่เป็นบ้าเป็นหลังไปเสียก่อน” คนพูดต่อประโยคจนจบ
          “ก็…ถ้าบ้าแล้วจะทำให้ฉันเข้าถึงหัวใจของโยชิกิได้มากขึ้น ฉันว่าก็น่าเสี่ยงที่จะลองบ้าดูสักครั้ง”
          โทชิหันไปมองหน้าคนอายุน้อยกว่า พบว่าดวงตาโตบนใบหน้าอ่อนเยาว์ฉายแววห่วงใยออกมาให้เห็น ทำเอาหัวใจคนเป็นพี่เต้นกระตุก…โทชิพูดเอาน้ำเย็นเข้าลูบเพื่อไม่ให้คนตรงหน้ารู้สึกเป็นห่วงเขามากจนเกินไป
          “ไม่เป็นไรน่า ฉันอึดกว่าที่นายคิดเยอะ…เธอก็รู้นี่เนอะ ฮีจัง
          น้ำเสียงในประโยคสุดท้ายออกไปทางทะเล้นแกมขำขัน ไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มเอื้อมมือไปยีหัวน้องชายแรงๆ จนโยกไปมา ทำเอาคนอายุน้อยกว่ายิ้มร่าขึ้นมาได้
          “นี่…ตกลงนายจะมาดูใจฉันหรือมาให้ฉันปลอบใจกัน ฮึ?”
          ฮีธไม่รู้จะตอบอะไรนอกจากหัวเราะเขินอาย “จริงด้วย…น่าอายชะมัด”
          โทชิมองคนตรงหน้าด้วยแววตาเอ็นดู ก่อนจะถือโอกาสเปลี่ยนเรื่องคุย “แล้วยังไงเนี่ย มาแต่เช้าเลย กินอะไรมาหรือยัง?” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินไปที่เคาน์เตอร์ครัว หยิบนู่นหยิบนี่ เตรียมจะทำกับข้าวให้แขกที่มาใหม่กิน อีกฝ่ายจึงค่อยเดินตามมา “เชื่อไหมว่าอาบน้ำเสร็จแล้วผมก็ออกมาเลย ตอนนี้หิวจะแย่…ดีจังจะได้กินข้าวฝีมือคุณชาย”
          ‘คุณชาย’ ที่ว่านั้น รู้กันโดยทั่วไปว่าหมายถึงนักร้องนำของวง เพราะกิริยาท่าทาง และการพูดการจาของเขาผู้นี้เป็นที่รู้กันดีว่าสุภาพ อ่อนน้อม และนิ่งเหมือนน้ำเย็น ส่วนอีกคนที่นอนหลับอุตุอยู่บนห้องนั้นก็เป็นที่รู้กันดีอีกเช่นกัน ว่านิสัยหล่อนนั้นอย่างกับ ‘คุณหญิง’อธิบายพอสังเขปคือ ตัวคุณชายนั้นเป็นอย่างไร ตัวคุณหญิงคือด้านตรงข้าม…คนถูกกล่าวถึงเหล่ตาขึ้นจากงานตรงหน้า มองหน้าคนที่เอ่ยแซ็วเขาเมื่อสักครู่พร้อมหัวเราะในลำคอ
          “ไปนั่งรอหรือหาอะไรอย่างอื่นทำก่อนไป๊ ทำไม่เป็นแล้วยังมาวุ่นวาย เกะกะ” โทชิพูดเหน็บแนมแกมขำขัน หากแต่คนโดนเหน็บก็ไม่คิดอะไรมาก รีบผละออกจากโต๊ะทำครัวอย่างว่าง่าย ก่อนที่วัตถุดิบในมืออีกฝ่ายจะลอยมากระทบกระหม่อม
          “แหม…ไม่เห็นจะคุณชายอย่างเขาว่า”
          “ได้ยิน…ได้ยิน” ปากก็เอ็ดอีกคนโดยที่ไม่ได้หันไปมอง สองมือก็ควานหาวัตถุดิบในตู้เย็นเป็นระวิง
          ครัวบ้านโยชิกิมีทรัพยากรทางอาหารที่อุดมสมบูรณ์มากพอให้โทชิเลือกสรรได้อย่างเพลิดเพลิน หรือจะพูดให้ถูกคือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำเลยก็ว่าได้ เหตุเพราะแม่ครัวของบ้านนี้จะออกไปหาซื้อวัตถุดิบมาเก็บตุนไว้ในตู้เย็นอยู่เสมอ แต่หลังจากที่ฮิเดะเสีย ตัวเจ้าของบ้านชักอารมณ์แปรปรวนง่ายและโมโหร้ายอยู่บ่อยๆ เป็นเหตุให้คนใช้ในบ้านหลายคนเกิดความรู้สึกอึดอัดต่อตัวนายจ้าง และเริ่มที่จะเป็นห่วงถึงความปลอดภัยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเองขึ้นมาเสียดื้อๆ
          “วันดีคืนดี เกิดสติแตก ทะลึ่งมาตัดเงินเดือนพวกเราเข้าจะทำยังไง” เป็นประโยคที่โทชิแอบไปได้ยินเหล่าแม่บ้านคุยกันโดยไม่ได้ตั้งใจ…
          “คุณป้าครับ ตั้งแต่พรุ่งนี้ผมอนุญาตให้หยุดพักได้…หยุดแบบไม่มีกำหนดเลย” คนพูดทบทวนดีแล้วที่เอ่ยออกไปอย่างนั้น แม้ไม่ใช่เจ้าของบ้านและคนจ่ายค่าแรง แต่เขาคิดว่าเวลาแบบนี้ ทางด้านโยชิกิเองก็คงไม่อยากจะพูดจาสนทนาพาทีหรือเจอหน้าใครเขาเช่นกัน การมีคนใช้มากมายในบ้านก็เหมือนมีอะไรขวางหูขวางตา พาลเจ้าของบ้านจะหงุดหงิดขึ้นมาอีก ซึ่งตรงนี้โทชิรู้ดี
          “เงินเดือนจ่ายเท่าเดิมครับ ไม่ต้องห่วง”
          ได้ยินเพียงเท่านั้น เหล่าบรรดาแม่บ้านสาวใช้ต่างก็ตาลุกวาว แหม…อะไรสวรรค์จะเข้าข้างขนาดนั้น จับกลุ่มกันนินทาเจ้านายแท้ๆ ไฉนความปรารถนาดันเป็นจริงขึ้นมาเสียนี่ มีหรือพวกหล่อนจะไม่รีบตอบตกลง
          “แล้วเรื่องอาหารการกินของคุณโยชิกิล่ะคะ คุณโทชิ ใครจะจัดหาให้แก” สาวใช้คนหนึ่งที่ทั้งดูสูงวัยและดูเอาการเอางานที่สุดในวงสนทนา เอ่ยถามขึ้นท่ามกลางเสียงเอะอะดีใจของเหล่าสาวใช้คนอื่นๆ
          “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ ผมจัดการเอง”
          
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่โทชิต้องเทียวไปเทียวมาบ้านหลังนี้อยู่ทุกวัน    ทำทุกอย่างแทนคนใช้หมด เหลือก็แต่เป็นคนขับรถนั้นแหละ
          “เสร็จจากงานพิธีแล้วก็มาดูแลเพื่อน บ้านตัวเองก็ต้องกลับ แล้วยังต้องวิ่งไปบ้านโน้นอีก…พี่ไม่เหนื่อยเหรอผมถามจริง”
          “นี่…กูเสนออะไรให้เอาไหม ทำไมช่วงนี้มึงไม่ไปอยู่กับมันเลยวะ”
          “กูก็อยู่กับมันทุกวันอยู่นี่ไง”
          “ไม่ใช่…กูหมายถึงทำไมมึงไม่นอนที่บ้านมันเลย นี่เทียวไปเทียวมาบ้านสองหลัง…เหนื่อยจะตายห่า ยังเสือกทำเป็นมีน้ำใจไปหยุดงานให้คนใช้เขาอีก มึงคิดว่ามึงเป็นพระเอกนิยายเหรอ”
          “ใจกูหล่อไง”
          “ใจหล่อ…ใจหล่อ ทุ้ย! วิ่งเหนื่อยหอบกลับมากูล่ะจะสมน้ำหน้าให้”
          
…จนถึงตอนนี้ โทชิก็ยังไม่คิดที่จะหอบผ้าหอบผ่อนมานอนค้างที่บ้านโยชิกิตามคำแนะนำของเพื่อนสมาชิกในวง ด้วยเกรงใจเจ้าของบ้านคือเหตุผลหลัก ใครๆ ก็ต้องการมีพื้นที่ส่วนตัวกันทั้งนั้น ถึงแม้จะรู้ถึงสภาพจิตใจของโยชิกิดี แต่บาดแผลทางใจ กาลเวลาเท่านั้นจะเป็นผู้รักษา และจะค่อยๆ ลบเลือนให้อย่างแผ่วเบา มิบังควรที่ คนภายนอก จะแตะเตือนโดยเด็ดขาด
          มือสองข้างหยิบจับวัตถุดิบอย่างชำนิชำนาญ นอกเหนือจากร้องเพลงกับเล่นดนตรีแล้ว สิ่งที่ทำให้ใจพอจะสุนทรีขึ้นมาได้นั้น เห็นจะมีทำครัวนี้เองที่ชายหนุ่มกลับรู้สึกเพลิดเพลินกับมัน เพราะขึ้นชื่อว่าเป็น ‘นักชิม’ ประจำวง จึงทำให้บ่อยครั้งมักจะมีเพื่อนพ้องแวะมาถามอยู่เนืองๆ “แถวนี้มีร้านไหนอร่อยวะ โทชิ” “ที่โอกินาว่ามีอะไรกินบ้าง” และด้วยประสบการณ์จากการตระเวนชิมอาหารไปทั่วนี้เอง จึงทำให้ชายหนุ่มพอจะมีรสชาติที่น่าสนใจติดตัวกลับมาเป็นประจำ หลายครั้งหลายครา จึงกลายเป็น ‘ที่ฝากท้อง’ ให้กับคนในวงอย่างมิได้ตั้งใจ
          รักจะร้องเพลง เพราะได้อยู่กับคนที่รัก รักจะทำครัว เพราะได้อยู่กับตัวเอง และได้ทำให้คนที่รักอิ่ม…
          .
          .
          .
          “โถ่เว้ย…อารมณ์เสียชะมัด”
          “เป็น‘ไร คุณหญิง”
ปากไวทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินปึงปังเข้ามา พร้อมกับหายใจฟึดฟัด
          “เผ็ด”
          “อะไร…เผ็ด” คนถามไม่ได้จะกวนประสาท แค่ต้องการคำอธิบายที่มากกว่าคำว่า ‘เผ็ด’
          “ก็บอกว่าเผ็ดไง ไม่เข้าใจเหรอ”
          “เห็นอยู่ว่าเผ็ด แต่ไปเผ็ดอะไรมา”
ตายังมองหนังสือพิมพ์ตรงหน้า น้ำเสียงดูเรียบเฉยอย่างเคย เหมือนไม่ได้อยากจะรู้เรื่องราวของอีกฝ่ายจริงๆ แต่แค่ถามไปอย่างนั้น
          “กินแกงกะหรี่มาก็ต้องเผ็ดแกงกะหรี่สิ ถามอะไรไม่เข้าท่า” คนพูดชักจะเริ่มมีน้ำโห
          “เอ้า ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าหล่อนกินแกงกะหรี่มา” คนถามวางหนังสือพิมพ์ตรงหน้าลง เอ่ยสวนคนที่เข้ามาใหม่อย่างไม่มีแววเกรงกลัว ทั้งเรียกอีกฝ่ายว่า ‘หล่อน’ ได้อย่างเต็มปาก ไม่พอ…ยังมีหัวเราะทิ้งท้าย
          “ก็นี่ไง ไม่เห็นเหรอว่าเสื้อฉันเลอะแกงกะหรี่ไปหมด” ว่าพลางเดินมาข้างหน้าอีกคน มือก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปตามลอยเปื้อนบนเสื้อ มีทั้งคราบสีน้ำตาล มีทั้งน้ำแกงที่ยังเลอะติดเป็นก้อนเหลวๆ
          “อะไรเนี่ย ไปทำอะไรมา ฮึ?” คนพูดไม่พูดเปล่า หยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดรอยเปื้อนตามตัวให้
          “แกงกะหรี่บ้าอะไร รสชาติแย่ชะมัด เผ็ดขนาดนี้ทำให้คนหรืออะไรกินวะ…แย่มาก”
          “ขนาดนั้นเลย…”
มือยังคงเช็ดคราบบนเสื้อให้ สีหน้าไม่ได้แสดงอาการว่าสนอกสนใจเรื่องที่เล่าเท่าใดนัก เพียงแต่ใบหน้ายิ้มขำนิดๆ เพราะคนตรงหน้า หากมิได้ตลกขบขันอะไรกับเรื่องราวที่อีกฝ่ายกำลังเล่าให้ฟัง
          กระนั้นคนที่ยืนนิ่งให้เช็ดเสื้อ ก็ยังคงระบายให้อีกฝ่ายฟังอย่างออกรส
          “มันขนาดนั้นเลยแหละ! ฉันเลยตบรางวัลเข้าให้ แหม…ขอโทษขอโพยกันใหญ่ ไม่รู้จักโยชิกิซะแล้ว ทำอะไรกับฉันจะมาทำลวกๆ อย่างนี้ ใช้ได้ที่ไหน”
          “อ้อ…”
คนพูดหยุดงานที่ทำตรงหน้า เงยหน้าขึ้นตอบลากเสียงยาว “ที่แท้ก็อาละวาดพังร้านเขาอีกแล้วนี่เอง…ยังอุตส่าห์ทำตัวเองเลอะด้วยเนอะ ทำเองโดนเอง” คนพูดหัวเราะคิกคัก
          “น้ำแกงน่ะ มันบังคับทิศทางได้เสียที่ไหนเล่า…”
‘คุณหญิง’ทำหน้ามู่ทู่ใส่คนที่กำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้
          “รสชาติแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
          “ปั๊ดโธ่! ถ้าเดินกลับไปได้ก็อยากจะสั่งมาให้ลองกินดูอีกจาน จะได้รู้ว่าฉันไม่ได้เว่อ”
          “ไม่ต้องลำบากหรอก ชิมไอ้ที่อยู่ตรงนี้ก็ได้”
          
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปปาดคราบเหลวที่ติดอยู่ตรงแก้มของอีกฝ่ายมาชิม ทั้งคู่หามีอาการขัดเขินกันเองไม่
          รสชาติที่ถูกแตะลงบนลิ้นออกไปทางปะแล่มๆ จนคนชิมมีสีหน้าอย่างอธิบายไม่ถูก
          “เป็นไง เชื่อฉันหรือยัง” โยชิกิทำท่าพยักพเยิดใส่คนตรงหน้า
          “อืม…”
แม้คำตอบที่ออกมาจะไม่ใช่คำพูด เพียงแค่โทชิทำหน้ายิ้มแหยๆ มองหน้าโยชิกิ ก็เป็นอันรู้กันว่า จะไม่มีวันเหยียบเข้าไปร้านนั้นอีกเด็ดขาด
          
“เอางี้ นายกินอะไรมาหรือยัง เดี๋ยวจะหาอะไรทำให้กิน” ชายหนุ่มพูดพร้อมประสานสองมือไว้ตรงอก ท่าทีพยายามช่วยคิดหาทางแก้ที่พอจะทำให้คนตรงหน้าอารมณ์เย็นขึ้นมาบ้าง
          “ยัง! นายรีบไปทำกับข้าวมาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย ทำดีๆ ด้วย รู้ใช่ไหมว่าถ้ารสชาติแย่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น”
          “โห…มีขู่ด้วย ใช่เรื่องของฉันไหมเนี่ย”
พูดพลางหัวเราะให้กับความเอาแต่ใจของอีกฝ่าย “เดี๋ยวขอดูก่อนแล้วกันว่าคอนโดนายมีอะไรพอทำได้บ้าง ถ้ามีไม่เยอะก็ช่วยไม่ได้นะ…”
          “รู้แล้วน่า มัวยืนพูดอยู่นั่น…ชักช้าเดี๋ยวฉันตัดเงินเดือนจริงด้วย” โยชิกิใช้อภิสิทธิ์การเป็นหัวหน้าวงและนายจ้างในการพูดขู่อีกฝ่าย “ครับๆ” ทำเอาฝ่ายลูกจ้างหัวเราะร่า แต่กระนั้นก็รีบแจ้นไปหาวัตถุดิบที่พอจะ ‘ใช้การได้’ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารมาประเคนให้กับคุณหญิงโย
          …หายเข้าไปในครัวเสียนานแต่ก็ไม่มากโข ชายหนุ่มกลับมาพร้อมจานอาหารสองจาน จานหนึ่งเป็นข้าวสวย จานหนึ่งดูเหมือนจะเป็นเนื้ออะไรสักอย่าง ราดด้วยของเหลวสีน้ำตาลดูชุ่มฉ่ำ กลิ่นหอมชูโชยลอยไปแตะจมูกเจ้าของห้องที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์ ทำให้ความสนใจในรายการตรงหน้าหยุดลง พลางชะเง้อคอมองดูเมนูที่กำลังจะมาเสิร์ฟ
          “มาแล้วๆ”
          “หน้าตาถือว่าผ่าน…มันคืออะไร?”
คนพูดถามอีกฝ่ายที่กำลังจัดแจงวางจานลงบนโต๊ะอาหาร
          “ข้าวไก่เทอริยากิ” โทชิตอบขณะเดินไปหยิบกระติกน้ำในตู้เย็นออกมารินใส่แก้วให้
          “แจ๋ว…”
ไม่ทันไร ผู้ที่ทำตัวเสมือนเจ้าหญิง ก็ลงมือจัดการอาหารตรงหน้าอย่างไม่รักษากิริยาท่าที
          ฝ่ายพ่อครัวนั่งจ้องคนตรงหน้านิ่ง สีหน้ามีแววพึงใจอยู่ไม่น้อย
          “อื้มหืม…กับข้าวโรงแรมชัดๆ…แอบออกไปซื้อตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” คนกินเงยหน้าถามอีกฝ่าย ในปากยังเคี้ยวอาหารอยู่เต็มคำ
          “หืม?”
เมื่อโดนถามอย่างนั้น โทชิมีสีหน้าแปลกใจในทันที คิ้วสองข้างเลิกสูงขึ้น พลันก็กลั้นหัวเราะไม่ให้ปล่อยก๊ากออกมา “อะไรของนาย…แค่ถามว่าซื้อมาจากไหน แค่นี้ก็ขำ”
          
หลังจากกลืนขำเข้าไปในลำคอ ชายหนุ่มจึงเออออไปตามน้ำ “อร่อยใช่ไหม วันหลังจะไปซื้อมาให้อีก ร้านนี้เชฟเขาฝีมือดี คิวแน่น ค่าตัวเชฟก็สูง…แถมหน้าตาดีด้วย” ประโยคสุดท้ายมีการทิ้งช่วงนิดหน่อย
          “เหรอ ร้านอะไร?”
          “…เดยามะโภชนา รู้จักไหม”

          ได้ยินดังนั้น เชฟจาก ‘เดยามะโภชนา’ ก็ยกแขนตั้งการ์ดหลบซอสเหนียวๆ สีน้ำตาลที่อีกฝ่ายสลัดมาแทบไม่ทัน “หลอกฉันเหรอ หลอกฉันเหรอ” ฝ่ายโดนกระทำหัวเราะร่าที่ตัวเองแกล้งหลอกได้สำเร็จ สองแขนยังคงยกตั้งการ์ดกำบังไว้
          “เห็นว่าทำอร่อยหรอก ไม่งั้นห้องนี้เละไปด้วยซอสเทอริยากิแน่”
          “เอาซิ ไม่ใช่ห้องฉันนี่”
เชฟเดยามะยิ่งหัวเราะใหญ่ โยชิกิรู้สึกตัวเองเสียหน้าเพราะดันปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อให้อีกฝ่ายหัวเราะเยาะ พลันก็ทำหน้าบึ้งตึง ก้มหน้าก้มตากินต่อ เสียงช้อนจานกระทบกันโช้ง เช้ง บ่งบอกว่าเจ้าตัวไม่สบอารมณ์
          เคี้ยวไปก็เหลียวเห็นคนตรงหน้านั่งจ้องอย่างไม่ละสายตา ทำเอาโยชิกิทำตัวแทบไม่ถูก คำพูดที่พูดออกมาเริ่มติดๆ ขัดๆ “มะ…มองอะไรเล่า…” ช่างไม่รู้อะไรเสียเลยว่ากำลังทำอีกฝ่ายเสียความมั่นใจ “ไม่เคยเห็นคนกินข้าวหรือไง…”
          
คนถูกแขวะอมยิ้ม เงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ยิ่งทำให้อีกฝ่ายทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่
          “คนกินข้าวน่ะเคยเห็น…แต่ไม่เคยเห็นใครกินแล้วน่ามองขนาดนี้”
          
ประโยคนี้ทำเอาโยชิกิชะงักไป หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ ลำตัวตั้งตรงไม่สบตาคนตรงหน้า ในหัวมีคำพูดร้อยแปดผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ‘เมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรนะ…เขาบอกว่าฉันน่ามองเหรอ…หมายความว่าอะไร…ต้องการอะไรโทชิ…อย่ามาพูดหยอดเหมือนฉันเป็นผู้หญิงที่นายเคยจีบนะ…ฉันเขินนะโว้ย!’
          
อีกฟากหนึ่งของโต๊ะก็มีอาการไม่แพ้กัน เหมือนเจ้าตัวจะเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากพูดอะไรออกมา ‘ชิบหายแล้ว…เป็นบ้าอะไรวะโทชิ…เขาจะจับได้ไหมวะ…โถ่…ไอ้…ไอ้…ไอ้พูดไม่คิดเอ๊ย!…ทำไงดีๆ…’
          
ระหว่างที่เงียบกันไปนาน โทชิผุดคิดทางหนีทีไล่แบบ ‘โง่ๆ’ ขึ้นมาได้
          “จริงด้วย! ฉันมีนัดกับฮีธ…ฮีธ ที่…ที่…ที่ร้านเหล้า” นึกอะไรไม่ออก ขอโยนเหตุผล เมาๆ ไปให้เจ้าน้องชายก่อนแล้วกัน…ว่าแล้วก็ลุกพรวดออกไปในทันที
          โยชิกิเห็นดังนั้นจึงทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี เดินไปส่งแขกที่ประตูห้องอย่างจำใจ แม้ในใจแทบจะเต้นระส่ำระส่ายไม่เป็นจังหวะอยู่แล้ว ไม่มีอารมณ์จะไปส่งแขกอะไรทั้งนั้น!…แต่ก็ต้องทำเพื่อรักษามาดเอาไว้
          ก่อนเดินจากไป โทชิหันกลับมามองอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองมองหน้า ต่างทำตัวเก้ๆ กังๆ “เอ่อ…ขอบใจนะ สำหรับอาหาร” โยชิกิเป็นฝ่ายพูดออกมาคนแรก โทชิได้แต่พยักหน้าให้เล็กๆ แทนการรับรู้
          “แล้วเจอกัน…”
          “แล้วเจอกัน”
          
ว่าเสร็จก็หันหลัง กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจนพ้นสายตาเจ้าของห้อง
          โยชิกิปิดประตู เดินมานั่งลงบนโต๊ะอาหารอย่างเดิม นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ก็พลอยทำให้ใจเต้นตุบๆ อีกครั้งที่เขาผู้นั้นทำให้หัวใจโยชิกิพองโตอย่างไม่มีเหตุผล ความอบอุ่นอย่างประหลาดดูจะวิ่งปราดเข้าจับขั้วหัวใจ แม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร หากแต่เป็นความรู้สึกที่ดีไม่ใช่น้อย…
          .
          .
          อดีตอันแสนหวาน…เพียงหวนนึกถึง ก็กลับทำให้หัวใจอันเศร้าหมองนั้นกลับมาซาบซ่าน กระชุ่มกระชวยได้ทุกครา ชายหนุ่มอมยิ้มพลางสายตาก็จับจ้องกระทะบนเตาที่อยู่ตรงหน้า คล้ายกับว่าอาหารที่อยู่ในกระทะมีรูปร่างแปลกประหลาดน่าขันหรืออย่างไร เหตุใดชายหนุ่มจึงแย้มยิ้มได้แม้ยืนอยู่คนเดียว คนเป็นน้องที่นั่งคอยกับข้าวจาก เดยามะโภชนา เหลียวมาเห็นคนเป็นพี่ท่าทางอารมณ์ดีผิดปกติ พลันก็มีสีหน้าแปลกใจ…วันนี้พี่ชายเป็นอะไรหว่า ก็แค่ไก่เทอริยากิ มันมีอะไรน่าขำนักหนา…

          .

          .

          .

          .

Fiction