Etiquetas » X-Japan

“Forever Love” (Toshl/Yoshiki) : บทที่ 5

 

          หน้าห้องทำแผล โทชินั่งรอเวลาเข้าพบหมออยู่เพียงลำพัง วันนี้คนไม่เยอะนัก เขาไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครจำได้ บนใบหน้าจึงมีเพียงแว่นตากันแดดปกปิดดวงตาเอาไว้ กับอีกผ้าพันแผลที่พันอย่างลวกๆ บนศีรษะ บริเวณสำลียังคงมีเลือดซึมออกมาเป็นดวง
          อาการปวดหัวตอนนี้ไม่เท่ากับตอนที่ขับรถมา นับว่าใจกล้ามากนักที่ชายหนุ่มขับรถมาเพียงลำพัง จนบัดนี้โทชิยังคิดกับตัวเองว่า ‘นี่ฉันรอดตายมาได้ยังไง’
          เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้น บนหน้าจอแสดงชื่อของคนที่โทรเข้ามา
          
‘Hiroshi’
          ‘โทรมาอะไรตอนนี้…เกิดดันถามว่าฉันอยู่ไหนจะตอบว่ายังไงดีล่ะเนี่ย…’
          หากแต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมชายหนุ่มจึงต้องลังเลที่จะกดรับสายคนเป็นน้องนัก เพราะบางทีเจ้าน้องชายคนนี้ก็มักจะทำตัวเป็น แม่ ได้เหมือนกัน ยิ่งถ้ารู้ว่าผู้เป็นพี่เกิดอุบัติเหตุจนถึงขั้นต้องมาโรงพยาบาลล่ะก็ โทชิรู้ได้เลยว่าตนเองจะต้องโดนสอบสวนหนัก…แต่เขาก็เข้าใจดีว่าน้องเป็นห่วง
          …หลังจากชั่งใจอยู่นาน ในที่สุดเจ้าตัวก็ตัดสินใจกดรับสาย “ว่าไง?”
          “โมชิโมชิ จะบอกว่าวันนี้ที่รป’มีบาร์เปิดใหม่นะครับ เย็นนี้จะมาชวนไปจัดสักหน่อย”
          “ชวนไปบาร์อีกล่ะ เธอก็รู้ว่าฉันไปที่แบบนั้นทีไร งานกร่อยทุกที” เขาทำทีเป็นคุยเล่นตามน้ำไปก่อน
          “ไม่ดื่มก็สั่งอาหารได้นี่นา น่านะ ตอนนี้ผมหาเสี่ยเลี้ยงอยู่”
          โทชิแอบเหล่ตามองโทรศัพท์ที่อยู่ในมือราวกับว่ามันเป็นใบหน้าของคนที่กำลังคุยด้วย “ละเธอก็โทรหาฉันคนแรกเลยเนอะ…” ทำเอาปลายสายหัวเราะร่าขึ้นมาทันที “ไปไหมครับ?”
          “เออ…” เขาถอนหายใจเบาๆ ครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะตอบออกไป “…ช่วงนี้เหนื่อยๆ ไม่ค่อยมีอารมณ์อยากไปไหนเท่าไหร่เลย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ไว้คราวหน้านะฮีจัง” หางเสียงนั้นถูกกดให้เป็นปกติ เมื่อรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้งจนต้องยกมือขึ้นมาจับที่แผล
          “แย่จัง…แล้วตอนนี้อยู่ไหนครับ ไปหาข้าวเที่ยงกินกัน”
          ‘นั่นไง…’
          เมื่อคนเป็นน้องถามมา โทชิก็ไม่อยากจะโกหก หากแต่เขาก็รู้ได้ในทันที หากตอบไปตามความจริงว่า “ตอนนี้…อยู่โรงบาล” เจ้าน้องชายจะต้อง…
          “เอ๋!? ไปทำอะไรที่โรงบาลครับ!?” …เขาเดาถูกเผง เสียงที่ดังลอดออกมาฟังดูตกอกตกใจมากทีเดียว
          “มาจีบนางพยาบาลเล่น” โทชิแค่นหัวเราะผสมลงไปหน่อยหนึ่ง หวังไม่ให้บทสนทนากลับกลายเป็นเครียดมากเกินไป
          “เอ๊ะ! เอาความจริงสิ” คราวนี้ปลายสายเริ่มเสียงแข็งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการพูดจายังฟังดูห้วนๆ
          “ไม่มีอะไรน่า เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย”
          “อุบัติเหตุ!? เป็นอะไรมากหรือเปล่า!? แล้วเกิดอะไรขึ้น!?”
          โทชิถือโทรศัพท์ให้ออกห่างจากหูมากขึ้น กระนั้นแล้วก็ยังได้ยินเสียงของผู้พูดอย่างชัดเจน… ‘ฉันว่าแล้วเชียว เจ้าน้องบ้าเอ๊ย…’
          “ใจเย็น ถ้าฉันเป็นอะไรมากคงไม่มานั่งพูดกับเธออยู่อย่างนี้หรอก” ในขณะที่ในใจคิดไปว่า เมื่อไหร่หมอจะออกมาเรียกเสียที เขาจะได้ไม่ต้องมาทนฟังเจ้าน้องชายซักจนหูชาอย่างนี้
          “อย่างนั้นเหรอ…แล้วตกลงเป็นอะไรกันแน่?” ตอนนี้สำเนียงของปลายสายค่อยอ่อนลงเล็กน้อย
          “หัวแตก…”
          “หา!? ทำยังไงให้หัวแตก!? แล้วตอนนี้เป็นไงบ้าง!?” …และท้ายสุดก็กลับมาเสียงดังอีกครั้ง
          “ใจเย็นก่อน เธอกำลังจะทำให้ฉันหูดับ…นี่ก็ยังเจ็บหัวอยู่ ตอนนี้กำลังนั่งรอหมอออกมาเรียก”
          “แล้วใครเป็นคนพาไปโรงบาลครับ ตอนนี้พี่อยู่กับใครน่ะ?”
          เป็นอีกคำถามที่ผู้เป็นพี่ลังเลที่จะตอบ หากแต่เขาก็มิกล้าจะโกหกน้องชายอีกเช่นกัน “เอ่อ…จริงๆ ก็…ขับรถมาเองน่ะ ตอนนี้นั่งอยู่คนเดียว”
          “เอ๋!? ได้ยังไงกัน หัวแตกแล้วขับรถมาเอง!? อันตรายมากนะรู้ไหม อยู่โรงบาลอะไรผมจะไปหาตอนนี้”
          ‘เจ้าน้องบ้าเอ๊ย…’ อันที่จริง โทชิไม่อยากให้อีกคนเป็นห่วงเขามากเกินไป การปฏิเสธน้ำใจนี้บางครั้งก็เป็นเครื่องแสดงได้เหมือนกันว่า เขาปลอดภัยดีและยังดูแลตัวเองได้ และด้วยนิสัยเป็นคนขี้เกรงใจของเขาแล้ว โทชิจึงไม่อยากจะรบกวนเวลาของใครเท่าใดนักหากเป็นเรื่องของตัวเขาเอง…ก็เพียงเท่านั้น เหตุใดจะไม่รู้ล่ะว่าคนเป็นน้องนั้นเป็นห่วงมากแค่ไหน “นี่…ไม่ต้องมาก็ได้ ตอนมาฉันยังขับไหวเลย เสียเวลาเธอเปล่าๆ”
          หากแต่น้ำเสียงที่ตอบกลับมากลับยิ่งมีแววกังวลใจมากยิ่งขึ้น “โถ่…ไอ้เรื่องเสียเวลาหรือไม่นั้นมันเล็กน้อยครับ ความปลอดภัยของพี่สิเรื่องใหญ่ ทำไมถึงไม่ให้ใครไปอยู่เป็นเพื่อน ไม่คิดเลยหรือไงว่าถ้าเกิดพลาดขับรถชนขึ้นมาจะไม่แย่ไปกว่านี้เหรอ?”
          ‘ก็คนทำเขาไม่ยอมมานิ…’ ชายหนุ่มคิดในใจ
          “ผมเป็นห่วงพี่จริงๆ นะ”
          “…”
          …จะมีสักกี่เรื่องที่ทำให้ฮีธกลายเป็นคนพูดมากได้ถึงเพียงนี้ โทชิรู้สึกไม่ต่างอะไรไปกับโดนแม่ดุตอนเด็กๆ เขาละอายใจขึ้นมาในทันทีเมื่อได้ยินผู้เป็นน้องพูดเช่นนั้น พลันก็คิดได้ว่าตนเองเกือบทำลายน้ำใจที่อีกฝ่ายอุตส่าห์มีให้ แม้แต่ในน้ำเสียงแกมตำหนินั้น ยังทำให้เขารับรู้ได้ถึงความจริงใจที่อีกฝ่ายส่งผ่านมา ท้ายสุดแล้วชายหนุ่มจึงใจอ่อนยอมรับความหวังดีของผู้เป็นน้องแต่โดยดี “อาๆ ก็ได้ๆ…ฉันอยู่โรงบาลจุนเท็นโด มาได้ไหมละ?”
          “พอดีเลย ตอนนี้ผมอยู่แถวนั้น สิบนาทีก็ถึงครับ”
          “โอเค…ขอบใจเธอมาก แล้วอย่าขับรถเร็วล่ะ”
          เมื่อวางสายจากกัน นางพยาบาลก็เดินออกมาเรียกพอดิบพอดี “คุณเดยามะค่ะ”
          “ครับ” ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นเดินตามเธอเข้าห้องไป

 

          ภายในห้องมีเตียงคนไข้และโต๊ะทำงานของหมอตั้งอยู่ข้างกัน ดูจากสภาพแล้วน่าจะยังไม่ใช่ห้องที่ใช้ทำแผล อุปกรณ์อะไรก็ยังไม่เห็นมี เขาเดาว่าหมอคงจะสอบถามอาการก่อน เพราะหากดูจากสภาพของเขาแล้ว ยังไม่เข้าข่ายว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน
          “เชิญนั่งครับ”
          เขานั่งลงตรงตำแหน่งหัวโต๊ะซึ่งช่วยให้หมอตรวจดูแผลได้สะดวกใกล้มือ ผ้าพันแผลถูกนางพยาบาลแกะออกให้ เผยให้เห็นรอยแผลที่เปิดออกแต่ไม่กว้างนัก บริเวณปากแผลมีเลือดเกรอะกรังอยู่รอบๆ
          “โดนอะไรมาครับ?”
          “…แจกันฟาดครับ”
          หมอยื่นหน้ามาพิจารณาแผลอยู่ไม่นานก็เอ่ยขึ้นว่า
          “โดนขมับ อืม…แผลไม่กว้างมากครับ แต่ยังไงก็ต้องเย็บเพราะค่อนข้างลึกอยู่ ปล่อยไว้เดี๋ยวจะเป็นแผลเป็น…อาจจะต้องฉีดยากันบาดทะยักด้วย เพราะไม่แน่ว่าแจกันที่คุณโดนอาจมีฝุ่นหรือเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในแผล”
          โทชินั่งนิ่งฟังที่หมอบอก ไม่มีแม้แต่ท่าทีตกอกตกใจแสดงออกมา
          “แต่…ที่ผมกังวลคือ ตำแหน่งที่คุณโดนมาคือขมับ มันค่อนข้างเป็นอันตรายต่อสมอง ดังนั้นก่อนทำแผลผมขอสอบถามอาการสักเล็กน้อยนะครับ” หมอว่าพลางจดอะไรไม่รู้ขยุกขยิกลงบนแผ่นกระดาษ และโทชิยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม…
          “ตอนนี้ปวดศีรษะอยู่หรือเปล่าครับ? ไม่เอาปวดที่แผลนะ ต้องปวดศีรษะ”
          “ก็ปวดอยู่ครับ พอดีโดนฟาดแรง แล้วตอนล้มก็มีเซไปฟาดซ้ำกับทีวีด้วย เลยกลายเป็นว่าโดนฟาดสองข้างเลย”
          “ตอนฟาดครั้งที่สองโดนตรงไหนครับ?”
          “เออ…ตรงนี้ครับ” ชายหนุ่มชี้ให้หมอดูที่ศีรษะข้างซ้าย ซึ่งออกเป็นสีเขียวคล้ำและรู้สึกได้ว่ามันโนขึ้นมาเล็กน้อย…อีกภายในใจก็นึกลังเลที่จะรายงานต่อหมอ เพราะความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นหลังจากมานึกขึ้นได้ว่า ตำแหน่งที่ตนเองโดนคือขมับทั้งสองข้าง…ตำแหน่งซึ่งเป็นอันตรายต่อสมอง…หมอว่าอย่างนั้น
          คุณหมอเงยหน้าขึ้นจากกระดาษตรงหน้า มองไปตามมือที่ชี้อยู่ สายตาราวกับจะอ่านขาดอะไรบางอย่าง
          “ตอนฟาดรู้สึกหน้ามืดบ้างไหม?”
          “เป็นอยู่พักหนึ่งครับ เดินเป็นเส้นตรงไม่ได้เลย แต่พอได้นั่งพักแล้วก็หายครับ”
          “อาการอื่นล่ะ? อาเจียน ตาลอย มีอาการกระตุกหรือแขนขาอ่อนแรงบ้างหรือเปล่าครับ?”
          “ไม่มีสักอย่างครับ…เอ้อ แต่ช่วงแรกๆ ก็รู้สึกขาอ่อนอยู่เหมือนกันครับ เหมือนมันไม่มีแรงเดิน”
          “อย่างนั้นเหรอ…ไหนผมขอดูอีกที ตรงนี้ใช่ไหม…เจ็บหรือเปล่าครับ” หมอว่าพลางเอามือคลำตรงนู้นที ตรงนี้ที พอจับโดนจุดเข้า ก็ทำเอาโทชิเผลออุทานออกมาเบาๆ “โอ๊ย…” จากนั้นหมอจึงค่อยผละมือออก เอื้อมไปหยิบไฟฉายกระบอกเล็กมาส่องดูที่ดวงตาทั้งสองข้างของชายหนุ่ม “ไหนขอเช็คม่านตาหน่อย…” เมื่อส่องดูแล้วพบว่ารูม่านตาที่ตอบสนองต่อแสงนั้นเป็นปกติ ไม่มีข้างใดขยายใหญ่ไปกว่าอีกข้าง เท่านี้อาจสันนิษฐานได้เบื้องต้นว่า ชายหนุ่มไม่มีอาการเลือดออกในสมอง
          “โอเค…ไหนคุณลองเดินมาหาผมจากหน้าประตูหน่อยซิครับ”
          ‘เห็นอยู่ว่าไม่ได้เป็นอะไร แค่หัวแตก ทำไมมันถึงยุ่งยากอย่างนี้น้า…’
          โทชิลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปที่หน้าประตู หันหลังกลับมา และเดินกลับไปที่โต๊ะอย่างมั่นคง ไร้ซึ่งอาการโซเซของร่างกายใดๆ “เยี่ยมครับ”
          ชายหนุ่มนั่งลงที่เดิม ในใจยังคงคิดว่า เหตุใดมันจึงดูมากเรื่องมากความถึงเพียงนี้ ตอนแรกกะไว้ว่าจะรีบมาทำแผลให้เสร็จแล้วค่อยรีบกลับ ไม่คิดเลยว่าหมอจะซักอาการเสียเยอะแยะ…หรือเขาจะเป็นอะไรมากหรือเปล่า?
          คุณหมอก้มหน้าเขียนอะไรยุกยิกอยู่นาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูดว่า “…จากที่ประเมินเบื้องต้น คิดว่าไม่น่ามีความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสมองครับ การทรงตัวเป็นปกติ รูม่านตาก็ตอบสนองปกติดี และจากที่คลำๆ ดูแล้ว ก็จับไม่พบว่าจะมีบริเวณไหนที่ดูเหมือนกะโหลกจะแตกหรือยุบ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเพียงการประเมินจากภายนอกครับ อาจไม่สามารถวินิจฉัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะตอนที่ผมจับที่ศีรษะของคุณมันมีบางช่วงที่คุณร้องเจ็บ บางทีเราอาจจะต้องมาลองเอกซเรย์กะโหลกกันดูหลังจากที่ผมเย็บแผลให้แล้ว…ส่วนสมอง ยังไม่ปรากฏว่ามีอาการเลือดออกในสมองนะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์สมอง แต่คุณต้องสังเกตอาการว่าหลังจากนี้มีอาเจียนพุ่งหรือเปล่า หรือจู่ๆ ก็ปวดหัวมากๆ แขนขาขยับได้น้อยลง ตาพร่ามัว เซื่องซึม อะไรพวกนี้ครับ แล้วจึงค่อยมาให้หมอเอกซเรย์สมองดูอีกที”
          คุณหมออธิบายยาวเหยียดจนฟังแทบไม่ทัน หากแต่จับใจความได้ว่า สมองไม่น่ามีอะไรผิดปกติ แต่กะโหลกยังคงต้องเอกซเรย์ดูต่างหาก
          “ครับ…” ชายหนุ่มตอบไปเพียงสั้นๆ หลังจากนั่งฟังที่หมอพล่ามมานาน ‘เมื่อไหร่จะเย็บแผลให้ฉันสักที…’ เขาคิดในใจ
          “ถ้าอย่างนั้น คุณพยาบาลพาคนไข้ไปที่ห้องทำแผลได้เลยครับ”
          “เชิญทางนี้ค่ะ”
          โทชิลุกเดินตามนางพยาบาลออกจากห้องไป
          จู่ๆ โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็ส่งเสียงอีกครั้ง ชายหนุ่มล้วงออกมาดู พบว่าผู้ที่โทรมาคือบุคคลที่เป็นต้นเรื่องทั้งหมดนี้เอง…
          ‘Yosh-chan’
          เขานิ่งไปสักพัก ก่อนจะหันไปบอกกับพยาบาลว่า “เอ่อ สักครู่นะครับ ผมขอคุยโทรศัพท์สักแป๊บนึง” นางพยาบาลหันมาพยักหน้าให้ เขาจึงกดรับสาย “ฮัลโหล”
          “นี่ อยู่ไหนน่ะ?”
          ปลายสายเพียงถามออกมาสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วออกไปทางแข็งกระด้าง
          “อยู่โรงบาล” ว่าแล้วชายหนุ่มก็แกล้งตอบกลับสั้นๆ ทำเสียงแข็งๆ เอาคืนด้วยเช่นกัน…‘ถ้าจะโทรมาถามด้วยเสียงแบบนั้นก็อย่าโทรมาเลยเธอเอ๊ย…’
          “โรงบาลอะไรล่ะ?” คนพูดยังคงรักษามาดเอาไว้
          “ทำไมครับ จะมาหาผมเหรอ?” พลันสรรพนามแทนตัวก็ถูกเปลี่ยนในทันที
          “ก็…อืม” คราวนี้ปลายสายมีน้ำเสียงอ่อนลงจนคนฟังเผลอยกยิ้มอย่างเป็นต่อ
          “รู้สึกผิดแล้วสิคุณน่ะ แหม กว่าจะรู้สึกตัว นานจังเลยนะ ตัวเองเป็นคนทำแท้ๆ น้ำใจขับรถมาส่งก็ไม่ยักมี ต้องรอให้ผมเลือดหมดตัวก่อนหรือยังไงกัน?” โทชิเมื่อได้ทีจึงจัดชุดใหญ่ โอกาสที่จะได้ตำหนิโยชิกิแบบนี้มีไม่บ่อยนัก แต่หาใช่ว่าเขารู้สึกอย่างที่พูดไปจริงๆ…ก็เพียงแค่อยากแหย่อีกคนเล่นเท่านั้น
          “โอ๊ย พูดงี้ฉันเสียใจจริงๆ นะ! ก็บอกไปแล้วว่าขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ ก็ตอนนั้นนายอยากพูดให้ฉันเสียอารมณ์ทำไมละ!?…จะบอกได้หรือยังว่าอยู่โรงบาลอะไร?” หากแต่คนถูกตำหนิกลับไม่ยอมโอนอ่อนตามอย่างที่นึกคิด โยชิกิกลับยิ่งขึ้นเสียงโต้ตอบกลับมา เห็นทีโทชิจะต้องยอมแพ้
          “เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ ฉันหยอกเล่น…” ท้ายสุดแล้ว เขาเองที่ต้องเป็นฝ่ายยอมอยู่ร่ำไป “ตอนนี้อยู่โรงบาลจุนเท็นโด แล้วคือนายจะมาหาฉันอย่างนั้นเหรอ?”
          “อืม” …คือคำตอบรับสั้นๆ จากผู้ที่เป็นต้นเหตุของเรื่อง
          บางทีโทชิก็นึกรำคาญ ‘มาด’ ของโยชิกิอยู่เหมือนกัน จะมีสักครั้งไหมนะที่ชายหนุ่มจะยอมลดอีโก้ของตนเองลงบ้าง “นี่นายเต็มใจมาแน่นะ…” เขาพูดแหย่อีกฝ่าย
          “ถ้านายท้วงอีกฉันอาจจะเปลี่ยนใจ…แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่ ทำไมถึงคุยได้?”
          “กำลังจะเข้าห้องทำแผล หมอบอกว่าต้องเย็บจริงๆ ด้วย” เขาพูดพลางหันไปหานางพยาบาลที่ยืนรออยู่หน้าประตู เธอพยักหน้าให้ชายหนุ่มเป็นการส่งสัญญาณว่าให้วางสายได้แล้ว “หมอเรียกแล้ว แค่นี้ก่อนนะโยชิกิ…”
          “เอ๊ะ! เดี๋ยว แล้วฉันต้องไปตรง…”
          ยังไม่ทันที่จะพูดจบ คนเจ็บก็ตัดสายทิ้งไป “ขอโทษทีครับ” เขาหันไปบอกกับพยาบาลแล้วจึงเดินตามเธอเข้าห้องทำแผล
          บรรยากาศของห้องนี้ต่างจากเมื่อสักครู่มากทีเดียว ทันทีที่พยาบาลสาวสั่งให้โทชิขึ้นไปนอนบนเตียงซึ่งมีโคมไฟตั้งตระหง่านอยู่ตรงกับศีรษะ เมื่อเห็นภาพอย่างนี้แล้วชายหนุ่มก็เกิดรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที แม้จะเคยผ่านการผ่าตัดใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรเสียครั้งนั้นเขาก็โดนวางยาสลบ ตื่นขึ้นมาอีกทีทุกอย่างก็เสร็จสรรพ แต่คราวนี้เพียงแค่ฉีดยาชาเท่านั้น นั่นหมายความว่าเขาจะต้องทนเห็น…หรืออาจจะไม่เห็น เพราะคงจะหลับตาปี๋ตลอดการเย็บ แต่ความรู้สึกเสียวปนลุ้นแปลกๆ คือสิ่งที่เขาจะต้องเจอตลอดทั้งกระบวนการทำแผล!
          ชายหนุ่มนอนนิ่งอยู่บนเตียง ชำเลืองตาไปมองนางพยาบาลที่ตอนนี้กำลังตระเตรียมยาและอุปกรณ์ เสียงกระทบกัน เคร้งๆ ของเครื่องมือแพทย์ ทำให้หัวใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ
          “…คุณสงสัยหรือเปล่าครับว่าผมไปทำอะไรมาถึงโดนแจกันฟาด” โทชิหันไปพูดกับนางพยาบาลด้วยท่าทีที่เป็นมิตร การชวนคุยเพื่อให้ลืมความตื่นเต้นเป็นวิธีที่ถือว่าได้ผลทีเดียว “คุณจะต้องไม่เชื่อแน่ๆ…มันดูไม่น่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ และผมก็ไม่สมควรโดนด้วยซ้ำ…ผมคงโชคร้ายมากทีเดียว คุณว่าไหม?” นางพยาบาลเงยหน้าขึ้นจากอุปกรณ์ตรงหน้า ส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม “คงเพราะอย่างนั้น เราถึงเรียกมันว่า อุบัติเหตุ ล่ะมั้งคะ…คุณโชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากกว่านี้” เธอตอบกลับและส่งยิ้มสุภาพให้เขา “อืม…อาจจะจริงครับ”
          เมื่อเตรียมเครื่องมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเข็นถาดวางอุปกรณ์มาไว้ข้างๆ เตียง “ขออนุญาตเช็ดแผลก่อนนะคะ” ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดการนำก้อนสำลีชุบกับแอลกอฮอล์
          กลิ่นเย็นๆ ของแอลกอฮอล์ลอยเข้ามาแตะจมูก ยิ่งทำให้ชีพจรของชายหนุ่มเต้นเตลิด แต่ก็ต้องเก็บอาการเอาไว้ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย เขาขยับตัวนอนตะแคงข้างเพื่อให้คุณพยาบาลจัดการกับแผลที่ขมับได้ถนัดมือ
          ก้อนสำลีเย็นๆ สัมผัสลงมาที่ขอบแผลอย่างไม่ทันได้เตรียมใจ พลันร่างกายก็ไหวสะดุ้งนิดๆ เพราะความแสบที่แล่นปราดจนขึ้นมาถึงสมอง “อา…” ชายหนุ่มหลับตาปี๋กัดฟันแน่น เสียงครางยาวถูกแค่นออกมาตามไรฟัน ตามด้วยเสียงแหบพร่าที่เปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา “แสบมากเลย…”
          หญิงสาวค่อยๆ ใช้สำลีเช็ดวนรอบๆ ปากแผลอย่างเบามือที่สุด เมื่อผ่านไปได้สักพัก ความแสบจึงค่อยบรรเทาลง เหลือเพียงแต่ความเย็นซ่านที่บริเวณขมับ และกลิ่นแปล่งๆ ของแอลกอฮอล์ที่ลอยมาเข้าจมูกเขาอยู่ได้เรื่อยๆ
          เมื่อนางพยาบาลละมือออก โทชิจึงค่อยลืมตาขึ้น เห็นเธอกำลังจัดการเดินยาชาเข้าไซริงค์หลอดยา…
          และแล้วก็เข้าสู่ขั้นตอนของการเย็บสมใจโทชิ…
          ชายหนุ่มจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของหญิงสาว ก่อนหน้านี้รีบนักรีบหนาว่าเมื่อไหร่จะได้เย็บเสียที ตอนนี้กลับต้องมานอนนับเวลาถอยหลังในใจเตรียมขึ้นเขียง
          “ตอนที่อยู่ในห้องตรวจ…” โทชิเอ่ยขึ้นเบาๆ กับหญิงสาว เป็นอีกครั้งที่ ‘เทคนิค’ การชวนคุยถูกคนที่นอนอยู่บนเตียงนำมาใช้เพื่อให้ลืมความรู้สึกตื่นเต้น จนนางพยาบาลต้องละสายตาจากหลอดไซริงค์หันมาสบตากับเขาจนได้ “…พวกคุณถามคำถามเยอะแยะพวกนั้นก่อนจะเย็บแผลกับคนไข้ทุกคนเลยเหรอครับ?”
          ชายหนุ่มถามคำถามที่ก่อนหน้านี้ค่อนข้างจะคาใจเขา หากแต่คุณพยาบาลก็ยินดีตอบด้วยทีท่าที่สุภาพเช่นเคย
          “ไม่ทุกรายหรอกค่ะ เราจะพิจารณาเป็นคนๆ ไป เพราะบางทีเราอาจจะต้องประเมินบาดแผลก่อนว่าจะต้องเอกซเรย์สมองก่อนเย็บหรือเปล่า เผื่อว่าคนเจ็บมีอาการข้างเคียงค่ะ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่แพทย์ค่อนข้างจะกังวลมาก อย่างกรณีของคุณ เราเป็นห่วงตรงที่ว่าแผลของคุณโดนที่ขมับ ซึ่งคุณหมอได้บอกไปแล้วว่าตรงนั้นมันค่อนข้างอันตรายน่ะค่ะ”
          “อย่างนี้นี่เอง…”
          พยาบาลสาวยิ้มรับให้เขา ก่อนจะก้มลงไปสนใจกับหลอดไซริงค์ต่อ และในตอนนั้น นายแพทย์หนุ่มเจ้าของไข้ก็เดินเข้ามา “…เพื่อนในวงคุณมายืนรออยู่หน้าห้องแหนะ เขาคะยั้นคะยอจะเอาคำตอบกับผมให้ได้ทีเดียวว่าคุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า ดูท่าทางเขาเป็นห่วงคุณน่าดูนะ” นายแพทย์พูดพลางเดินมาส่งยิ้มอยู่ข้างๆ เตียงของชายหนุ่ม “เรียบร้อยแล้วใช่ไหมคุณพยาบาล?”
          ‘เพื่อนในวง…ฮีธเหรอ?…หรือจะเป็นโยชิกิ?…ไม่มีทาง โยชิกิไม่น่าจะเป็นห่วงฉันขนาดนั้น และถ้าเป็นเจ้าหมอนั่นคุณหมอก็ต้องรู้จัก…สงสัยคงเป็นฮีธแหละ’
          จึ๊ก
          “โอ๊ย!”
          เข็มฉีดยาถูกแทงลงมาที่แผลอย่างไม่รู้ตัว ทำเอาชายหนุ่มเผลอร้องลั่นจนหมอและพยาบาลหัวเราะไปตามๆ กัน “เจ็บแค่ตอนนี้เท่านั้นแหละคุณ หลังจากนี้ก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว”
          ในมือหมอ ชายหนุ่มเหลียวไปเห็นเข็มขนาดเล็ก ที่ปลายโค้งงอเหมือนตะขอเบ็ดตกปลา คุณหมอกำลังทำการสนไหมเย็บแผลสีดำที่ดูราวกับด้ายเย็บผ้าเข้าที่รูเข็ม เห็นอย่างนี้แล้วเขาถึงกับต้องกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ก่อนที่พยาบาลสาวจะนำผ้าที่มีช่องตรงกลางมาปิดทับลงบนศีรษะของเขา จึงทำให้ตอนนี้โทชิมองไม่เห็นอะไรแล้ว
          …ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ แต่การที่มองไม่เห็นอะไรเลยก็สามารถทำให้เราจินตนาการไปไหนต่อไหนได้เหมือนกัน…
          ความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแทงลงมาที่บริเวณขมับ หากแต่ไม่รู้สึกเจ็บอันใดเพราะด้วยฤทธิ์ของยาชา นายแพทย์หนุ่มแทงเข็มลงที่ริมแผลด้านหนึ่ง แล้วจึงแทงขึ้นทางริมแผลอีกด้านหนึ่ง ทำการดึงเส้นไหมให้ตึงจนรอยแผลสนิทกัน แล้วจึงผูกปมไว้ที่ริมแผลอย่างคล่องแคล่ว
          “เอ่อ…เย็บกี่เข็มเหรอครับหมอ?” โทชิเอ่ยถามขึ้นมาทั้งๆ ที่ถูกปิดตาเอาไว้
          “เข็มเดียวครับ”
          ‘ว้า…ดีจัง งั้นก็เสร็จแล้วสินะ’ ก่อนที่จะเผลอดีใจไป เขากลับรู้สึกเหมือนโดนเข็มแทงลงมาอีกครั้งหนึ่ง…‘เอ๋?’
          “…ใช้เข็มเดียว แต่เย็บหลายครั้งครับ” คุณหมอตอบกลับอย่างมีอารมณ์ขัน ภายนอกผืนผ้าสีเขียวที่ถูกปิดทับลงมาบนศีรษะนั้น เขาสัมผัสได้ถึงเสียงหัวเราะคิกๆ ของทั้งหมอและพยาบาล…
          นายแพทย์หนุ่มแทงเข็มขึ้นลงเป็นครั้งที่สาม สัมผัสเย็นเฉียบของเครื่องมือแพทย์ค่อยๆ แตะแต่งรอยแผลอย่างเบามือ ชายหนุ่มถอนใจยาวเมื่อการเย็บเข็ม ‘ครั้ง’ สุดท้ายสิ้นสุดลง นายแพทย์หนุ่มใช้ทิงเจอร์ทาซ้ำอีกครั้ง พลางทิ้งให้แห้งก่อนจะเอาผ้าที่ปิดศีรษะไว้ออก แล้วจึงใช้ผ้าพันแผลวางทาบปิดรอยเย็บ พลางพันโอบไว้รอบศีรษะ “เรียบร้อย…ต่อไปก็ไปเอกซเรย์กะโหลกกัน คุณพยาบาลฝากดูแลต่อด้วยนะครับ” หมอพูดจบแล้วจึงเดินออกจากห้องไป
          ชายหนุ่มประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ลองเอามือแตะๆ รอยเย็บที่อยู่ใต้ผ้าพันแผลเบาๆ ชักอยากจะเห็นขึ้นมาเสียแล้วสิว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร ที่หน้ามีรอยเย็บแบบนี้คงจะเท่น่าดู ต้องเหมือนกับพวกยากูซ่าที่เขาชอบเห็นในการ์ตูนแน่ๆ…“แผลเย็บห้ามโดนน้ำนะคะ” พยาบาลสาวพูดพลางส่งยิ้มหวานมาให้เขาอย่างเคย “เดี๋ยวเราไปเอกซเรย์ต่อกันค่ะ…ระวังนะคะ” เธอเดินมาประคองชายหนุ่มลงจากเตียง ก่อนจะพาเขาเดินออกจากห้องทำแผลบรรยากาศชวนเสียวสันหลังนี้ไปได้เสียที
          ประตูห้องเปิดออก ทันทีก็เห็นคนหนึ่งคนนั่งรออยู่หน้าห้อง
          “อ้าว ฮีธ…”
          ชายหนุ่มเอ่ยทัก เมื่อเดินออกมาเห็นผู้เป็นน้องนั่งรออยู่เพียงลำพัง
          ‘โยชิกิยังไม่มาจริงๆ ด้วย…’ เขากลับคิดในใจ
          “โทชิ” ฮีธลุกพรวดตรงมาหาโทชิอย่างรวดเร็ว เอื้อมมือไปจับแขนของผู้เป็นพี่ไว้แน่น “เป็นยังไงบ้างครับ แผลใหญ่มากไหม แล้วหมอเย็บให้กี่เข็ม…ตอนนี้เจ็บมากหรือเปล่า?” คำถามฟังดูร้อนรนจนคนฟังตอบแทบไม่ทัน ทั้งน้ำเสียงยังออกสั่นเครือราวกับกำลังพยายามสะกดกลั้น ชายหนุ่มไล่สายตาสำรวจคนเจ็บดูตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
          “ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ…ไม่เป็นไรแล้ว ฉันโอเคมาก เธอไม่ต้องห่วงเลยนะ แต่เดี๋ยวตอนนี้ต้องไปเอกซเรย์หัวก่อน” โทชิวางมือทาบทับลงมาบนมือของอีกฝ่ายที่ตอนนี้ยังคงจับแขนของเขาไว้แน่น
          “พี่ไปทำอะไรมาถึงหัวแตกครับ?” ผู้เป็นน้องมีท่าทีดูจะใจเย็นลง หากแต่ในสายตาคู่นั้นยังคงฉายแววของความห่วงใยอย่างชัดเจน
          อีกฝ่ายเมื่อสังเกตได้ถึงใบหน้าเป็นกังวลของคนอายุน้อยกว่า จึงเอื้อมมือไปลูบท้ายทอยอีกคนเบาๆ สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือช่วยให้ผู้ที่มีทีท่าร้อนรนรู้สึกผ่อนคลายไปได้มากทีเดียว “ช่างมันเถอะน่า เรื่องมันยาวน่ะ ตอนนี้ฉันก็ปลอดภัยแล้วไง…หมอรอฉันอยู่นะ” มือหนายังคงลูบไปมา วิธีพูดจาของโทชิยังคงอ่อนโยน
          อันที่จริงแล้ว เขาไม่อยากจะบอกว่าโยชิกิเป็นคนทำ แม้เดิมทีสองคนนี้ไม่ได้จะมีอะไรบาดหมางกัน หากแต่ช่วงนี้ดูเหมือนว่าโยชิกิมักจะเป็นฝ่ายตั้งแง่กับฮีธอยู่หลายครั้งหลายครา ในขณะที่โทชิเองก็ยังคงไม่แน่ใจสาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แต่อย่างไรเสีย การเลี่ยงไม่ให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกไม่ดีต่อกันจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
          ถึงฮีธจะเป็นคนเงียบๆ ไม่ชอบที่จะผิดใจกับใคร แต่หากเป็นเรื่องของพี่ชายที่เขารักมากๆ ล่ะ? ใครจะไปรู้…
          ว่าแล้วก็เพิ่งนึกขึ้นได้…‘นี่ฉันเรียกสองคนนี้มาเจอกันนี่นา จะเป็นอะไรหรือเปล่านะ…’
          “แล้วต้องเอกซเรย์ด้วยเหรอครับ ไหนพี่ว่าไม่ได้เป็นอะไรมากไง?”
          “ก็แค่กันเอาไว้ก่อน เพื่อความสบายใจก็เท่านั้น…แต่ฉันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ เชื่อฉันสิ”
          น้ำเสียงท้ายประโยคฟังดูมีแววอ่อนโยน นุ่มนวล ทั้งฝ่ามือที่ลูบเบาๆ อยู่ที่ท้ายทอยของอีกฝ่าย ยังช่วยให้คนที่ตั้งท่าเป็นกังวลกลับรู้สึกดีขึ้นมาได้มากเป็นกอง “จริงนะ…”
          โทชิไม่ตอบอะไรนอกจากยีหัวคนเป็นน้องเบาๆ ก่อนจะละมือออก “ต้องไปแล้ว” เขาเดินตามนางพยาบาลสาวเข้าไปในห้องเอกซเรย์ “รออยู่นี่แหละ” ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้แล้วจึงหายเข้าไป
          ใบหน้าอ่อนเยาว์ส่งยิ้มตอบกลับ ฮีธเดินตามไปส่งผู้เป็นพี่ที่หน้าห้องเอกซเรย์ เขายืนอยู่อย่างนั้นเพียงลำพัง แม้อีกฝ่ายจะเดินเข้าไปในห้องแล้ว หากแต่ผู้เป็นน้องยังคงยืนแย้มยิ้มอยู่คนเดียว พลันความรู้สึกวิตกกังวลเมื่อสักครู่นี้ก็หายไปในพริบตา รอยยิ้มของชายผู้นั้นที่หันมาส่งยิ้มให้เขาราวกับจะบอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น…
          คนคนนี้ไม่เคยเลยที่จะแสดงด้านที่อ่อนแอของตนเองออกมาให้ใครเห็น กลับเป็นผู้ที่คอยให้กำลังใจผู้อื่นมาโดยตลอด ยามใดที่ถึงคราวเขาผู้นี้รู้สึกเป็นทุกข์ ยากนักที่จะเห็นใบหน้าที่มักแต้มไปด้วยรอยยิ้มนั้นออกอาการหมองหม่น…ท่าทีที่แสดงออกมาอย่างนุ่มนวลของโทชิทำให้คนรอบข้างสบายใจได้อยู่เสมอ

 

 

          ที่โถงใหญ่ของโรงพยาบาล โยชิกิสวมเครื่องกำบังใบหน้าอย่างมิดชิด มีทั้งแว่นตาดำและผ้าปิดปากปกปิดจนจะแทบทั้งหน้าของชายหนุ่ม เขายืนทำท่าเก้ๆ กังๆ อยู่ลำพัง ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี
          “ฉันต้องไปตรงไหนล่ะเนี่ย…โทชินะโทชิ…”
          ในใจโยชิกิอยากจะโทรหาโทชิแล้วถามทางให้มันจบๆ ไป แต่เมื่อนึกได้ว่าอีกคนคงกำลังรับการรักษาอยู่ จึงทำให้ชายหนุ่มเลิกคิดที่จะโทรไปรบกวนแล้วเริ่มพยายามหาทางเองเห็นจะดีกว่า
          แค่เป็นคนก่อเรื่องก็นับว่าแย่พอแล้ว ดังนั้นก็ไม่ควรที่จะทำตัววุ่นวายให้เป็นที่น่ารำคาญของอีกฝ่าย
          ว่าแล้ว เขาจึงเดินไปถามพนักงานสาวที่นั่งประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
          “ขอโทษครับ เอ่อ…คนไข้หัวแตก เค้าพาไปเย็บแผลที่ไหนครับ?”
          วิธีการถามและการใช้คำฟังดูห้วนๆ หากแต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะทำความเข้าใจ พนักงานสาวจึงตอบกลับมาว่า “ไปห้องทำแผลผู้ป่วยนอกค่ะ เดินไปทางนั้นแล้วเลี้ยวซ้ายนะคะ” เธอตอบกลับมาอย่างสุภาพแล้วผายมือไปยังทางที่ว่า โยชิกิค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ แล้วจึงเดินไปตามทางที่พนักงานสาวได้บอกไปเมื่อสักครู่นี้
          ตามทางเดินมีกลิ่นฉุนของยาที่ถือเป็นเรื่องโดยปกติทั่วไปของทุกๆ โรงพยาบาล หากแต่เขาไม่ชอบกลิ่นแบบนี้เอาเสียเลย แม้ตนจะมีโอกาสได้สัมผัสกับกลิ่นแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนในช่วงที่ผ่านมา
          ‘เดินตรง…แล้วเลี้ยวซ้าย…’
          ทางเดินตามโรงพยาบาลพาชายหนุ่มมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องห้องหนึ่ง ป้ายที่ติดอยู่เหนือประตูเขียนไว้ชัดเจนว่า ‘ห้องฉีดยา-ทำแผล’ บ่งบอกได้ว่าเขาเดินมาถูกห้องแน่นอน
          ‘โทชิคงกำลังทำแผลอยู่ในห้องนี้สินะ’
          หน้าห้องไม่มีใครอยู่ เขานั่งรอที่เก้าอี้หน้าประตู ถอดแว่นถอดหน้ากากที่สวมอยู่ออก แล้วเอนศีรษะพิงกับฝาผนัง ค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายความเครียดที่สะสมมานานเหลือเกิน…แค่เรื่องของฮิเดะก็รู้สึกประสาทกินจะแย่อยู่แล้ว ยังต้องมารับผิดชอบกับการกระทำอันไร้สติของตนเองที่เกือบจะทำให้คนรอบข้างเป็นอันตราย…ทำไมเขาถึงได้ทำตัวแย่อย่างนี้
          โยชิกิถอนใจยาว ปล่อยให้ความรู้สึกสำนึกผิดลงทัณฑ์ตัวเองอย่างช้าๆ เงียบๆ
          “คุณโยชิกิ…ใช่ไหมคะ?”
          เสียงเรียกชื่อจากใครบางคนทำให้ชายหนุ่มลืมตาขึ้น เขาพบนางพยาบาลสาวคนหนึ่งดูท่าทางเป็นมิตรยืนส่งยิ้มมาให้ โยชิกิรีบนั่งตัวตรงทันทีที่รู้ตัว “…ใช่ครับ”
          ได้ยินดังนั้น หญิงสาวจึงยิ้มกว้างมากขึ้น
          “มาหาคุณโทชิใช่ไหมคะ?”
          เธอยิงคำถามอย่างรู้ทัน ทำให้โยชิกิมั่นใจขึ้นมาในทันทีว่าเขามาถูกที่แน่ๆ
          “ใช่ครับ…ไม่ทราบว่า โทชิอยู่ในห้องนี้หรือเปล่าครับ?” เขาลุกขึ้นยืนคุยกับพยาบาลสาวอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ก่อนเธอจะตอบกลับมาว่า “คุณโทชิทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ตอนนี้กำลังเอกซเรย์อยู่อีกห้องหนึ่ง”
          ‘เอกซเรย์…?’
          “ให้ดิฉันพาไปไหมคะ?” เธอถามราวกับว่าจะอ่านความคิดของโยชิกิออกไปเสียหมด ชายหนุ่มจึงพยักหน้าตอบรับคำหญิงสาว “รบกวนด้วยครับ”
          “…เชิญทางนี้ค่ะ” เธอเดินนำโยชิกิไปยังห้องเอกซเรย์ซึ่งไม่ได้ไกลไปจากห้องทำแผลเลย เพียงแค่เดินตรงเข้ามาอีกหน่อยและเลี้ยวซ้าย ก็จะเจอกับ…
          “ฮีธ…”
          โยชิกิเอ่ยชื่อคนตรงหน้าเสียงเบา พลันเจ้าของชื่อก็หันมาเรียกชื่ออีกคนด้วยอาการเดียวกัน “…โยชิกิซัง”
          หลังจากยืนนิ่งกันอยู่นาน ฮีธโค้งศีรษะทักทายคนตรงหน้าอย่างรักษามารยาท ในขณะที่โยชิกิยังคงจ้องมองคนอายุน้อยกว่าตาไม่กะพริบ ทำให้ฮีธถึงกับต้องหลบสายตาคมกริบคู่นั้น
          ราวกับมีคำถามมากมายฉายขึ้นมาภายในแววตาเรียวเล็ก ณ ตอนนี้โยชิกิอยากได้คำอธิบายจากทั้งตัวฮีธและอีกคนที่ยังอยู่ในห้องไม่รู้อีโหน่อีเหน่
          “โทชิไม่เห็นบอกว่าเธอมา…” โยชิกิพึมพำเสียงค่อยราวกับจะพูดกับตัวเองเสียมากกว่า กระนั้นแล้วอีกฝ่ายก็ไม่แม้แต่จะได้ยินอะไรนอกเสียจากริมฝีปากที่ขยับขมุบขมิบ “…เธอเป็นคนพาโทชิมาอย่างนั้นเหรอ?” โยชิกิถามเสียงแผ่วเบา พลันก็รู้สึกผิดขึ้นมาในทันทีเมื่อเริ่มคิดว่า ตนเองเป็นคนทำร้ายเขาแท้ๆ แต่คนที่รับผิดชอบพาคนเจ็บมาโรงพยาบาลกลับเป็นอีกคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์นี้เลย…เขาแสนจะสำนึกผิดจริงใจ
          “เปล่าหรอกครับ ผมเพิ่งมาได้สักพักเอง พี่โทชิเป็นคนขับรถมาเองไม่ได้บอกใครเลย…แย่จริงๆ เลยว่าไหมครับ? ทำให้คนอื่นเขาเป็นห่วงอย่างนี้” ฮีธเพียงแต่เอ่ยไปตามที่ตนเองรู้สึก แต่กลับยิ่งเป็นการซ้ำเติมความรู้สึกโยชิกิโดยมิได้ตั้งใจ
          “เอ่อ…แล้ว…เธอได้เจอโทชิหรือยัง…เขาเป็นยังไงบ้าง?”
          ชายหนุ่มถามเสียงค่อย เพราะรู้สึกละอายใจเหลือเกินที่เพิ่งจะมานึกใส่ใจเขาผู้นั้นเอาจนป่านนี้
          “เจอตอนจะเข้าไปเอกซเรย์นี่แหละครับ ตอนนั้นหมอเย็บแผลให้เสร็จแล้ว เขาบอกว่าเขาโอเคดี ไม่ได้เป็นอะไรมาก หมอแค่จะเอกซเรย์ดูข้างในหัวเพื่อกันเอาไว้ก่อนเท่านั้น…โยชิกิซังไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”
          น้ำเสียงในประโยคสุดท้ายมีอาการตัดพ้อต่อตนเอง คนพูดจงใจเอ่ยเช่นนั้นกับอีกฝ่ายอย่างเข้าใจดี เขารู้ว่าโยชิกิเป็นห่วงโทชิมากแค่ไหน แต่ใช่ว่าจะมีเพียงโยชิกิเท่านั้นที่รู้สึกเช่นนั้นกับโทชิ ตัวเขาเองก็เป็นห่วงโทชิไม่ได้น้อยไปกว่าโยชิกิเช่นกัน
          ‘ถ้าโทชิรู้ว่าโยชิกิซังมาหาคงจะดีใจมากๆ…มากกว่าที่เห็นว่าเป็นเรา…’
          ทั้งคู่เงียบไปนาน ก่อนที่ฮีธจะเป็นคนเอ่ยถามคำถามกับอีกฝ่าย
          “โยชิกิซัง รู้หรือเปล่าครับว่าพี่โทชิไปโดนอะไรมาถึงหัวแตก?”
          โยชิกินิ่งเงียบ ไม่สบตากับอีกคน เขาทั้งกระดากอายและรู้สึกผิดเกินกว่าจะบอกความจริงออกไป กระนั้นแล้ว เมื่อเห็นว่าผู้ที่เอ่ยถามยังคงจ้องมองรอเอาคำตอบจากเขา ก็ทำเอาชายหนุ่มแอบลอบกลืนน้ำลายเสียมิได้ มีเพียงอาการอ้ำอึ้งเท่านั้นที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก “เอ่อ…คือ…”
          ประตูห้องเปิดออก โทชิเดินออกมาพร้อมกับนางพยาบาลคนเดียวกันกับที่พาโยชิกิเดินเข้ามา เขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นโยชิกิและฮีธยืนอยู่ด้วยกัน หากแต่ไม่ได้ตกใจอะไรมากนัก เพราะเป็นเขาเองมิใช่หรือที่เรียกให้สองคนนี้ต้องมาเจอกัน
          “ไง…”
          โทชิเอ่ยทักอีกคนที่มาใหม่เพียงสั้นๆ ทันทีที่โยชิกิได้เห็นสภาพของชายหนุ่ม ณ ตอนนี้ ทั้งบนศีรษะมีผ้าพันแผลพันเอาไว้อย่างแน่นหนา ทั้งท่าทางเฉยชาที่ไม่ปรากฏแม้แต่อาการดีใจยามที่ได้เจอกัน ก็ทำให้โยชิกิทึกทักไปเองว่า เขาคงไม่ได้ดีใจที่เห็นตน…แน่นอน ใครมันจะไปอยากเจอหน้าคนที่ลงมือทำร้ายตนเองกัน
          “เป็นไงบ้าง?…” โยชิกิเอ่ยถามเสียงค่อยโดยไม่กลัวว่าจะเสียหน้าหรือเสียมาดอะไรแล้วทั้งนั้น น้ำเสียงสลดแกมเศร้านั้นแสดงถึงความรู้สึกผิดจริงใจของตัวผู้พูดได้มากเหลือเกิน
          …มากเสียจนโทชิอยากจะเดินเข้าไปกอดเสียตอนนี้ แล้วพูดถ้อยคำปลอบประโลมทั้งหลายเหล่านั้นว่า ‘ไม่เป็นไรเลย’
          “โอเคมากแล้วล่ะ ขอบใจที่อุตส่าห์มานะ”
          ราวกับคนมีอาการน้ำท่วมปาก ชายหนุ่มไม่สามารถพูดอะไรไปได้มากกว่านี้ มีเพียงแววตาแจ่มกระจ่างเป็นประกายเท่านั้นที่แลทอดไปยังอีกคนด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง
          เช่นเดียวกับอีกคนที่จ้องมองกลับมายังสายตาคู่นั้น คล้ายกับจะเป็นการสื่อความรู้สึกถึงกันและกันระหว่างคนสองคน
          ‘ดีใจจริงๆ ที่นายไม่เป็นอะไร…ฉันยอมรับว่าฉันผิดคนเดียว…จะไม่ทำให้นายเจ็บตัวอีกแล้ว…รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลยเวลาเกิดอะไรขึ้นกับนาย’
          เพียงแค่การส่งผ่านความรู้สึกทางสายตาของคนทั้งคู่เท่านั้น ริมฝีปากบางเม้มของโทชิจึงค่อยแย้มออกมาเล็กน้อย เท่านี้ก็ทำให้หัวใจอันเศร้าสลดของโยชิกิกลับเต้นระรัวด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาได้ในทันที
          “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ มีใครอธิบายให้ผมฟังได้บ้าง?”
          เสียงของผู้เป็นน้องดังทำลายความเงียบ ทั้งคู่ดูคล้ายกับถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยคำถามที่ไม่คาดคิด โยชิกิและโทชิต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เมื่อเห็นว่าอีกคนมีอาการอึกอัก โทชิจึงพูดแก้ต่างให้ว่า “หัวฟาดพื้น…ตอนลงบันไดไม่ได้มองทาง เลยตกบันไดหัวฟาดพื้น”
          โยชิกิมองหน้าผู้พูดราวกับจะตั้งคำถาม ในขณะที่โทชิมองกลับมาด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย คล้ายกับว่าเรื่องที่พูดไม่มีอะไรผิดแผกไปจากความเป็นจริง
          “หัวฟาดพื้น…โถ่เอ๊ย คราวหลังก็เดินระวังหน่อยนะครับ”
          …อย่างที่ทั้งคู่ได้ยิน ฮีธเชื่อสนิทใจว่าโทชิเดินตกบันไดหัวฟาดพื้นอย่างที่ว่า
          “เดี๋ยวขอเชิญคนไข้กับญาติไปฟังผลเอกซเรย์ทางนี้ด้วยนะคะ”
          พยาบาลสาวเดินเข้ามาขัดจังหวะในวงสนทนาของทั้งสามคน ก่อนจะพาทั้งหมดเดินไปยังห้องห้องเดิมที่โทชิได้เข้ารับการตรวจในตอนแรก
          ระหว่างที่เดินตามหลังนางพยาบาลไป โยชิกิเดินเข้ามาจนชิดด้านหลังโทชิ เขาเริ่มกระซิบกระซาบเสียงเบากับอีกคนให้ได้ยินกันเพียงสองคน “นายแก้ตัวแทนฉันทำไม?”
          โทชิหันมาตอบกลับด้วยเสียงที่เบาพอๆ กัน หวังไม่ให้อีกคนที่เดินนำหน้าอยู่นั้นได้ยินเข้าให้ “นายอยากมองหน้าฮีธไม่ติดหรือไง”
          โยชิกินิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้น แต่ยังคงระดับความเบาไว้เท่าเดิม
          “ยอมรับแล้วสิว่าฮีธทั้งหวงและห่วงนาย…”
          คำพูดนี้ทำเอาอีกฝ่ายหันขวับมาในทันที “นี่ จะหาเรื่องกันให้ได้ทุกทีเลยเหรอ?”
          โยชิกิตั้งท่าจะสวนกลับ แต่เสียงของนางพยาบาลขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน “เชิญข้างในเลยค่ะ”
          สงครามขนาดย่อมจำต้องจบลงแต่โดยดีในขณะที่ทั้งคู่เดินเข้าไปในห้องตรวจ รวมทั้งฮีธที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็เดินตามเข้ามาอย่างเงียบๆ ด้วยเช่นกัน ทั้งสามนั่งลงตรงข้ามกับนายแพทย์หนุ่มเจ้าของไข้ของโทชิ ข้างฝาผนังมีแผ่นฟิล์มเอกซเรย์แขวนติดอยู่กับตู้อ่านฟิล์มที่ตอนนี้กำลังทำงานโดยการฉายแสงผ่านแผ่นฟิล์มสีดำ ทำให้มองเห็นคร่าวๆ ว่าเป็นรูปศีรษะคน
          “…อันดับแรกขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ กะโหลกศีรษะไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่แตก ไม่ร้าว ไม่บุบ”
          นายแพทย์หนุ่มยิ้มกว้างให้กับคนทั้งสาม ทำเอาโยชิกิ โทชิ และฮีธใจชื้นขึ้นมาตามๆ กัน
          “สรุปแล้ว ทั้งสมอง ทั้งกะโหลกศีรษะของคุณปลอดภัยดี แต่…แค่ ณ ตอนนี้นะครับ อย่างที่ผมได้บอกคุณไปในตอนแรก ว่าผมประเมินจากภายนอกแล้วไม่พบอาการผิดปกติของสมอง ทั้งการทรงตัว การตอบสนองของรูม่านตา และอาการข้างเคียงอื่นๆ จำพวกกล้ามเนื้ออ่อนแรง กระตุก หรืออาเจียน ทำให้เรารู้ได้ในขั้นแรกว่าคุณไม่มีอาการเลือดออกในสมอง แต่ถึงจะว่าอย่างนั้น คนไข้บางรายที่มีอาการปกติหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้ ภายหลังมาพบว่าเลือดออกเพิ่มมากขึ้นก็มีครับ คือหมายความว่า ตอนแรกอาจจะมีเลือดออกน้อยจนไม่แสดงอาการออกมาให้เห็น…”
          นายแพทย์เงียบไปพัก ทำให้คนทั้งสามเริ่มมีอาการหวั่นวิตกขึ้นมาเรื่อยๆ
          “แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ อาการพวกนี้นอกจากเอกซเรย์ตรวจดูสมองแล้วเราสามารถสังเกตจากภายนอกได้ ถ้าต่อจากนี้ไปอีก 24 ชั่วโมง คุณรู้สึกปวดหัวมากๆ แขนขาขยับได้น้อยลง ตาพร่ามัว เซื่องซึมลง หรือมีอาเจียนพุ่ง หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ ต้องมาให้หมอตรวจซ้ำและอาจจะต้องเอกซ์เรย์เพิ่มเติม…เข้าใจใช่ไหมครับ?”
          ทั้งสามช่วยกันจำและจับประเด็นที่นายแพทย์ได้กล่าวไป ต่างคนต่างพยักหน้าหงึกๆ เป็นการตอบรับ
          “อย่างนั้นทำไมไม่ให้เอกซเรย์สมองเลยล่ะครับ จะได้ไม่เสียเวลา” เป็นโยชิกิเองที่พูดขึ้นมาท่ามกลางคนใบ้ที่เหลือทั้งสองคน
          “เหตุผลหลักที่ผมไม่อยากให้เอกซเรย์สมองเป็นเพราะว่า การเอกซเรย์สมองจะต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการฉายรังสีครับ คุณจะได้เข้าไปนอนในอุโมงค์เอกซเรย์ เราจะฉายรังสีเข้าไปในตัวคุณ ซึ่งคุณจะได้รับรังสีมากกว่าปกติเป็นพันเท่า นั่นก็แปลว่า คุณจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้นครับ…เพราะฉะนั้นการสังเกตอาการก็จะทำให้คุณไม่ต้องเสี่ยงรับรังสีมากเกินปกติ และที่สำคัญคือไม่ต้องเสี่ยงเป็นมะเร็งโดยไม่จำเป็นด้วยครับ”
          นายแพทย์หนุ่มอธิบายจนคนฟังกระจ่างแจ้ง ทั้งสามพยักหน้าหงึกๆ อีกครั้งเป็นการรับรู้
          “นั่นแหละครับ ถ้าหากตรวจร่างกายออกมาพบว่าทุกอย่างเป็นปกติ ผมก็ไม่แนะนำให้ทำ…”
          .
          .
          .
          ทั้งสามออกมารอรับยาอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ โชคดีเหลือเกินที่วันนี้โรงพยาบาลคนไม่เยอะนัก ไม่อย่างนั้นที่นี่คงจะแตกตื่นมากทีเดียวถ้าหากมีคนสังเกตเห็นว่าสามสมาชิกจากวงร็อคชื่อดังมาเดินเพ่นพ่านอยู่ในโรงพยาบาล อีกทั้งยังสภาพของตัวนักร้องนำที่มีผ้าพันแผลพันอยู่รอบศีรษะนั่นอีก รับประกันได้ว่าข่าวนี้คงเป็นที่ฮือฮาไม่แพ้ไปกว่าข่าวลือของฮิเดะ
          ก่อนบอกลาจากนายแพทย์ โทชิได้รับคำสั่งมาอย่างเคร่งครัดว่า ตลอดหนึ่งสัปดาห์ต่อจากนี้ ห้ามแผลโดนน้ำเด็ดขาด และต้องล้างแผลทุกวัน ซึ่งถ้าหากเจ้าตัวไม่สะดวกจะมาโรงพยาบาลก็สามารถทำเองได้ที่บ้าน หลังจากนั้นเมื่อครบกำหนดหนึ่งสัปดาห์ก็ให้มาตัดไหมได้
          “แผลโดนน้ำไม่ได้ แล้วจะสระผมยังไงครับหมอ?” พวกคำถามจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมด กลับเป็นสิ่งที่ออกมาจากปากของโยชิกิ จนคนเจ็บจริงๆ ยังแอบลอบอมยิ้มหัวเราะในใจ เขาชักสงสัยขึ้นมาเสียแล้วว่า นี่เขาหรือโยชิกิกันแน่นะที่เป็นคนไข้?
          
“ล้างแผลเอง? จะสะอาดแน่เหรอ? แต่จะให้มาโรงบาลทุกวันก็คงไม่ไหวมั้ง ใช่ไหมโทชิ” และอีกสารพันปัญหาที่สุดแล้วแต่คนอย่างโยชิกิจะคิดขึ้นมาได้ คุณหมอจึงตัดบทโดยการปัดความรับผิดชอบไปให้บรรดา ญาติๆ ที่มาเฝ้าไข้ในวันนี้นั่นเอง “ล้างแผลมันไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้นหรอกครับถ้ามีคนทำให้ อย่างคุณก็ทำได้ครับ” ได้ยินหมอสวนกลับมาอย่างนั้น โยชิกิจึงเริ่มหยุดพูด…
          “กลับยังไงกัน พวกเธอสองคน?” หลังจากเดินไปรับยาที่ช่องรับยาเรียบร้อยแล้ว โทชิเอ่ยถามกับบรรดา ญาติๆ ที่อุตส่าห์มีน้ำใจมาเฝ้าไข้เขาถึงที่โรงพยาบาล
          “เดี๋ยวฉันไปส่ง”
          “เดี๋ยวผมไปส่ง”
          โยชิกิและฮีธโพล่งขึ้นมาพร้อมกัน เล่นเอาคนกลางอย่างโทชินิ่งเหวอไปต่อไม่ถูกไปพักหนึ่ง…ไม่คิดเลยว่าจะใจตรงกันขนาดนี้
          “เดี๋ยวๆ…แล้วพวกเธอไม่ได้เอารถมากันหรือไง?”
          “ไม่/ไม่”
          ทั้งโยชิกิและฮีธส่ายหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย คนกลางจึงหน้าเหวอไปอีกเป็นครั้งที่สอง…
          “ผมเห็นว่าพี่ขับรถมาคนเดียว เลยนั่งแท็กซี่มา ขากลับจะได้ช่วยขับรถให้” ฝ่ายคนเป็นน้องเริ่มออกเดินหน้าทำคะแนน อย่างน้อยโทชิเพียงแค่มองเห็นน้ำใจของเขาสักหน่อยก็ยังดี
          “ฉันก็เหมือนกัน…ก็นายไม่บอกเองว่ามีคนขับรถให้แล้ว…เห็นตอนแรกบอกเองนี่ว่าฉันมันแล้งน้ำใจ…”
          ฝ่ายโยชิกิที่คิดอยากจะตีตื้นขึ้นมาบ้าง แต่วิธีการพูดดันฟังดูไม่ค่อยเข้าหูไปสักหน่อย อีกนิดเดียวเท่านั้นคนฟังก็เกือบจะรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาแล้ว
          “เฮ่อ…” โทชิถอนหายใจหนัก
          นึกว่าจะได้กลับไปนอนพักผ่อนที่บ้านอย่างสบายใจ  แต่กลับต้องมาคอยกันสองคนนี้ไม่ให้ปะทะอารมณ์กัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกำแพงกั้นกลางระหว่างคนจากสองเขตแดนที่กำลังทำสงครามจิตวิทยากันอย่างไรอย่างนั้น “งั้นก็นั่งไปด้วยกันหมดนี่แหละ”
          ชายหนุ่มตัดสินให้อย่างผู้เป็นธรรมที่สุด ก่อนจะล้วงเอากุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกง พลันสองหนุ่มที่เหลือก็โพล่งขึ้นมาพร้อมกัน…
          “เดี๋ยวฉันขับให้”
          “ผมขับให้เอง”
          “…”

          .

          .

          .

          .

 

Fiction

005. We Are X

I first heard X Japan when I was young. Their music was unlike anything that my parents listened to. I fell in love with their music and lyrics and became entrenched in visual kei culture. 171 palabras más

Enthusiasm!

“Forever Love” (Toshl/Yoshiki) : บทที่ 4

 

          “โยจจัง คือว่าฉันน่ะ…”
          “ว่ายังไง?”
          “…”
          “เอาแต่ยิ้มอยู่นั่น วันนี้ฉันจะได้รู้ไหม”

          “ใจเย็นๆ สิ อย่าเพิ่งปรี๊ด”
          แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ถึงกับขึ้นเสียงจนกระโชกโฮกฮากอะไรขนาดนั้น แต่ชายหนุ่มก็ชอบที่จะพูดจาหยอกเอินอีกคนอยู่ร่ำไปตามประสาชายหนุ่มอารมณ์ดี
          “อืม…จะเริ่มยังไงดี…” หากแต่ ณ ตอนนี้ หนุ่มขี้เล่นคนนั้นกลับมีอาการประหม่า พูดจาจับต้นชนปลายผิดๆ ถูกๆ จนอีกฝ่ายเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กๆ ด้วยชักไม่แน่ใจว่าวันนี้จะได้รู้เรื่องไหม
          “อะไรของนายฮิเดะ มีอะไรก็พูดมาสิ” คราวนี้โยชิกิเพิ่มระดับเสียงขึ้นมาเล็กน้อย
          
“เอ้ย พูดแล้วๆ”
          
ชายหนุ่มกระแอมไอเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าให้ดูจริงจังมากขึ้นจนอีกคนรู้สึกได้…คราวนี้ คงจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่างทุกที
          “โยชิกิ นายยังไม่มีใครในใจใช่ไหม?”
          
คำถามตรงไปตรงมา ดูเหมือนจะไม่ใช่คำถามที่เข้าใจยากอะไรมาก หากแต่กลับทำเอาคนฟังนิ่งอึ้งไป ยิ่งคำพูดนี้ถูกพูดออกมาโดยฮิเดะด้วยแล้ว ยิ่งทำให้โยชิกิรู้สึกแปลกใจ ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่า ตะกุกตะกัก
          “มะ…หมายความว่าอะไร จู่ๆ ก็มาถามคำถามแบบนี้…” โยชิกิเสมองไปทางอื่น ดูเหมือนจะพยายามเก็บอาการเขินอายเอาไว้อย่างเต็มที่ หากแต่ท่าทีแบบนั้นกลับทำให้อีกฝ่ายยิ่งได้ใจ สองเท้าพลอยขยับก้าวเข้ามายืนประชิดอีกคนมากกว่าเดิม
          “ก็หมายความตามนั้นแหละ ตอนนี้นายมีคนที่ชอบอยู่หรือเปล่า?”
          หากไม่ใช่เพราะสายตาคาดคั้นอย่างคนมีความหวังที่จ้องมองมานั้น โยชิกิก็คงไม่ต้องลังเลเลยสักนิดที่จะให้คำตอบ “เอ่อ…ถ้ามีหรือไม่มี แล้วนายจะทำไมเหรอ?”
          มือแกร่งเอื้อมขึ้นมาบีบไหล่ทั้งสองข้าง บังคับให้คนตรงหน้าหันมาประจันหน้ากันในที่สุด ดวงตากลมโตแน่วแน่ ที่ตอนนี้ไร้ซึ่งแว่นดำปกปิดเหมือนทุกที กำลังจ้องมองเข้าไปยังนัยน์ตาเรียวเล็กคู่นั้น ราวกับจะส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดภายในใจออกไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างหนักแน่นว่า
          “ก็เพราะฉันชอบนายไง โยชิกิ”
          เงียบ…ไร้ซึ่งคำตอบรับใดๆ จากคนตรงหน้า
          “ถ้านายยังไม่มีใครในใจ ขอให้ฉันได้เป็นคนนั้นจะได้ไหม?”
          
อาการนิ่งเงียบของโยชิกิทำเอาชายหนุ่มรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี ลึกลงไปภายในใจนั้น เจ้าตัวเองคงจะพอรู้ตัวแล้วบ้างว่า วันนี้คงจะยังไม่ใช่วันของเขา…หากแต่คำตอบที่ได้รับกลับมา กลับทำให้ชายหนุ่มเกิดรู้สึกใจชื้น พอจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง
          “คือฉัน…ไม่รู้สิ…บางทีฉันอาจจะมีใครในใจอยู่ก็ได้ หรือบางทีอาจจะไม่มี…ฉันเองก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน”
          “ทำไมล่ะ? เป็นเพราะเขาคนนั้นทำให้นายรู้สึกไม่แน่ใจหรือเปล่า”
          
โยชิกิมองหน้าอีกคนนิ่ง พยายามคิดทบทวนภายในใจอยู่นานถึงความรู้สึกของตนเอง ภาพต่างๆ ประกอบขึ้นมาในหัวเหมือนหนังที่ถูกนำมาฉายใหม่ ก่อนที่ภาพเหล่านั้นจะหายไปด้วยสัมผัสของอีกฝ่ายที่เอื้อมมากอบกุมมือของตนเองเอาไว้แน่น
          “ฉันสัญญา ถ้าหากเป็นฉัน ฉันจะไม่มีทางทำให้นายรู้สึกลังเลในตัวฉันเลย”
          “ฮิเดะ…”
          “เพราะฉะนั้น ได้โปรดรับรักฉันเถอะนะ โยชิกิ”

          ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองมือสองมือที่กอบกุมมือของตนเองเอาไว้แน่น ใบหน้าฉายแววรู้สึกผิดขึ้นมาทันใด เมื่อต้องกลั้นใจเอ่ยถ้อยคำที่รู้อยู่แก่ใจว่า จะต้องทำให้อีกฝ่ายผิดหวังอย่างเป็นแน่
          “ขอบใจนายมากนะฮิเดะ สำหรับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ แต่ตอนนี้…ฉันยังไม่อยากตัดสินใจไปทั้งๆ ที่ยังไม่รู้หัวใจตัวเอง มันอาจเป็นเพราะความโลเลของฉันเองที่ไม่อยากให้ใครเสียใจ ฉันกลัวว่าการตัดสินใจของฉันจะทำให้อะไรๆ มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และอีกอย่างคือ…ฉันไม่อาจทนรับความจริงที่ต้องทำให้ตัวเองรู้สึกผิดหวัง หากว่าผลที่ออกมามันไม่เหมือนกับที่ฉันหวังเอาไว้”
          “เข้าใจล่ะ แสดงว่าตอนนี้นายมีใครในใจอยู่”
คำพูดที่เปล่งออกมาฟังดูเป็นปกติ น้ำเสียงนั้นไม่มีแม้แต่แววของความผิดหวังของเขาผู้นี้
          “นาย…รู้ได้ยังไง?”
          
จะมีสักกี่คนเชียว ที่จะจับสังเกตไม่ได้เลยถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างโยชิกิกับคนคนนั้น หากแต่คนทั้งคู่ก็ยังมิเคยที่จะยอมรับหรือพูดออกมาให้ชัดเจน นั่นจึงทำให้ฮิเดะกล้าพอที่จะลองเสี่ยงดูสักครั้งเพื่อให้ตนเองนั้นแน่ใจ และหากแม้โยชิกิจะไม่เลือกเขาก็ไม่เป็นไร ดีเสียอีกที่จะหยุดยั้งความรู้สึกตนเองให้ทันท่วงที
          “ถ้าในหัวใจนายไม่มีใคร นายจะไม่มีทางมานั่งลังเลอยู่อย่างนี้เลย แม้ตอนนี้ฉันสารภาพความในใจออกไปแล้ว นายก็ยังกังวลอยู่ นั่นเป็นเพราะนายคิดถึงคนคนนั้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรนายจะคิดถึงความรู้สึกเขาเสมอ ไม่ก็บางที…นายอาจจะมีใจให้ฉันด้วยเหมือนกัน นายถึงได้ไม่แน่ใจตัวเองขนาดนี้ และฉันก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
          “…”
          “ถ้าฉันเป็นเขา…ฉันจะไม่ปล่อยให้นายรอนานอยู่อย่างนี้”

          .
          .
          .
          “ฮิเดะ…”
          โยชิกิตื่นขึ้นมาด้วยสภาพที่แก้มทั้งสองข้างเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ชายหนุ่มกลอกตาไปรอบๆ และพบว่าตนเองยังคงนอนอยู่ในห้องนอน เขาเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่า ภาพสุดท้ายที่จำได้คือ โทชิเดินออกไปจากห้องเพราะเขาเองที่เป็นคนบอกให้ออกไป
          “ฮิเดะ…”
          ภาพในอดีตตามมาหลอกหลอนถึงในความฝัน หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับไม่ใช่ความฝัน
          เหตุการณ์ในตอนนั้น เกิดขึ้นในวันเดียวกันกับที่โทชิเดินเข้ามาบอกบางอย่างกับเขาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ช่างเป็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน และเกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน
          คนหนึ่งแสนจะรัก แสนจะเข้าอกเข้าใจ แต่อีกคนหนึ่งก็แสนจะผูกพัน ขาดจากกันเสียมิได้…ที่สำคัญคือ ทั้งสองคนต่างเป็นเพื่อนกัน แล้วอย่างนี้จะไม่ทำให้ชายหนุ่มลังเลใจได้อย่างไร
          “ก็เพราะฉันชอบนายไง โยชิกิ”
          “เวลาเปลี่ยนแปลงหัวใจฉันไม่ได้”

          โยชิกิพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง บนใบหน้ายังคงมีน้ำตาไหลออกมาเป็นทาง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านไปตามแรงสะอื้นที่นับว่าไม่เบาเท่าใดนัก เป็นอีกครั้งที่โยชิกิหวนนึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับคนคนนั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ ผู้ชายคนนี้ดูเหมือนชายหนุ่มจะจำได้จนเจนตาและเจนใจ ยามใดที่เขารำลึกถึง ภาพเหล่านี้จะปรากฏชัดขึ้นในความทรงจำอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยไม่ต้องใช้การรำลึกนึกค้นแม้แต่น้อย เป็นความทรงจำที่เขาเองก็มิได้ตั้งใจ หากแต่เสมือนภาพพิมพ์อยู่ในส่วนลึกอันมิเคยเลือนหายไปด้วยกาลเวลาหรือสิ่งใดทั้งสิ้น
          ‘ปวดหัว…ทำไมปวดหัวอย่างนี้…’
          ชายหนุ่มยกมือขึ้นมากุมขมับ ก่อนจะก้มหน้าลงจนตัวงอไปจรดอยู่ที่หัวเข่า ร่างกายยังคงสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น ‘ปวดหัวจังเลย…’
          ประตูห้องนอนค่อยๆ แง้มออก พร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่เดินเข้ามาอย่างไม่ทันได้สังเกตอีกคนที่นั่งตัวงออยู่บนเตียง ในมือนั้นถือชามอ่างใส่น้ำอุ่น มีผ้าขนหนูผืนเล็กถือติดมือเข้ามาด้วย ราวกับจะรู้ล่วงหน้าว่าอีกไม่นานต้องได้ใช้มัน และในทันทีที่คนเข้ามาใหม่เงยหน้าขึ้นเหลียวไปเห็นภาพของอีกฝ่ายที่ยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับ อีกทั้งท่าทางที่มีอาการกระสับกระส่ายนั้น ก็ทำให้ชายหนุ่มรีบปรี่เข้ามานั่งลงข้างๆ วางชามใส่น้ำอุ่นลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างเต็มแรงจนน้ำในชามกระฉอก
          “โยชิกิ!?”
          น้ำเสียงร้อนรนที่ขานชื่อตนเอง ทำให้โยชิกิเพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามาในห้องนอนของตน และตอนนี้เขาผู้นั้นก็ได้มานั่งอยู่ข้างๆ ทันทีที่ฝ่ามือทั้งสองข้างสัมผัสเข้ากับร่างกายที่สั่นไหว ดูเหมือนร่างบอบบางจะตอบสนองต่อสัมผัสนั้นในทันที เมื่อจู่ๆ โยชิกิก็โผเข้ากอดอีกคนอย่างที่เจ้าตัวเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว
          เสียงตื่นตระหนกที่คอยพร่ำเรียกชื่อเขาซ้ำๆ ซากๆ ว่า
          “โทชิ…โทชิ…”
          ทำให้เขาพะว้าพะวังด้วยความห่วงใย
          ชายหนุ่มโอบกอดร่างอันสั่นเทานั้นไว้ในทันทีที่เห็นบุคคลอันเป็นที่รักมีสภาพยิ่งกว่าอิดโรย ริมฝีปากบางที่กระซิบอยู่แทบหูนั้นออกอาการสั่นเล็กน้อยเพราะความรู้สึกหวาดหวั่น ถึงกระนั้นแววของความอ่อนโยนก็ยังคงปรากฏอยู่ในน้ำเสียง
          “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร…ไหนเป็นอะไรบอกฉันซิ รู้สึกไม่สบายใช่ไหม?”
          โทชิค่อยๆ ผละอีกฝ่ายออกจากอ้อมกอดเพื่อพินิจดูใบหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ดวงตาดำยาวรี มองผิวแก้มสีนวลที่แดงจัดเพราะอาการไข้ ชายหนุ่มใช้หลังมืออังที่หน้าผากและซอกคอของอีกคน เขาไม่สบายใจมากขึ้น เมื่อรู้สึกว่าร่างของโยชิกิที่โอบประคองอยู่ร้อนจัดขึ้นมากกว่าเดิม จากก่อนหน้านี้ที่ชายหนุ่มแอบเข้ามาในห้อง และพบว่าโยชิกินอนหดคดคู้ตัวงอเป็นกุ้ง เมื่อเขาได้ลองเอื้อมมือไปสัมผัสที่หน้าผากเบาๆ ก็ทำให้ต้องรีบกุลีกุจอกลับออกไปหาน้ำอุ่นกับผ้าขนหนูเพื่อนำมาเช็ดตัวให้
          “โยจจังเป็นอะไร? ปวดหัวมากไหม? ตัวร้อนกว่าเมื่อกี้อีก…เดี๋ยวฉันเช็ดตัวให้นะ ไม่ต้องร้องไห้” ชายหนุ่มพูดพลางใช้นิ้วปาดเช็ดน้ำตาข้างแก้มให้อย่างเบามือ ความรู้สึกเห็นใจเต็มตื้นอยู่ในอก เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีอาการสั่นระริกๆ ซึ่งตัวโทชิเองก็ไม่แน่ใจว่ามาจากอาการไข้หรือเป็นเพราะโยชิกิกำลังร้องไห้อยู่กันแน่
          แม้ได้เอ่ยไปเป็นเชิงขออนุญาตแล้ว หากแต่โยชิกิก็โผกลับเข้าไปซุกกับอกของอีกฝ่ายอย่างดื้อดึง จนเจ้าตัวต้องค่อยๆ ลูบหัวปลอบประโลมอย่างเสียมิได้ “เป็นอะไร…เป็นอะไร หืม”
          ใบหน้าที่ซุกแน่นอยู่แทบอก อีกทั้งแรงสะอื้นฮัก ทำให้เสียงที่เอ่ยออกมาฟังดูอู้อี้
          “ฮิเดะ…ฉัน…คิดถึง…”
          “คิดถึงฮิเดะเหรอ?” ชายหนุ่มกดน้ำเสียงให้ราบเรียบ ฝ่ามือยังคงลูบศีรษะอีกฝ่ายไปมา หวังเพียงจะทำให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
          “ฉัน…ลืมไม่ได้สักที…ฉันเสียใจ…”
          โยชิกิโอบรัดร่างหนาไว้แน่นกว่าเก่า ดูเหมือนชายหนุ่มไม่แม้แต่จะรู้สึกถึงอาการไข้ของตัวเองเลยสักนิด ตอนนี้เขาเพียงแต่ต้องการแค่ใครสักคนให้ได้กอดซุก อิงแอบ
          “ไม่เป็นไร…ไม่เป็นไร…ทุกอย่างจะดีขึ้น เชื่อฉันสิ” น้ำเสียงนุ่มนวล อ่อนโยน ยังคงเอ่ยกระซิบอยู่ข้างหู
          “ฉัน…ทำถูกหรือเปล่า โทชิ…”
          สีหน้าคนฟังมีแววฉงนเล็กน้อย หากแต่ยังคงนั่งนิ่งเงียบ คอยจนอีกฝ่ายพูดขึ้นต่อ
          “…ฉันกลัว…ว่าต่อจากนี้ไป อะไรๆ จะเปลี่ยน…ทุกอย่างดูแย่ลงไปหมด และวันนี้มันก็เห็นชัด…ฉันชักไม่แน่ใจ ว่าสิ่งที่ทำมันถูกต้องไหม…”
          แม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก แต่ชายหนุ่มคิดว่า โยชิกิคงหมายถึงเรื่องงานแถลงข่าวเมื่อตอนเช้า “อย่าคิดมากเลย…นอกจากคนพวกนั้นแล้ว ทุกคนรู้ว่านายทำสิ่งที่ดีที่สุดนะ ทำไมจะต้องไปเอาคำพูดของคนเพียงไม่กี่คนมาทำให้ใจเราทุกข์มากขึ้นล่ะ”
          โยชิกิส่ายศีรษะไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ เพราะเจ้าตัวเองก็ยากที่จะอธิบายถึงความรู้สึกภายในใจได้ อีกฝ่ายถอนใจยาว พลางเสยผมที่กระจายยุ่งเหยิงให้เป็นระเบียบ วงแขนมั่นคง แข็งแรง อบอุ่นจนร้อนรุมกอดกระชับร่างของโยชิกิไว้แนบแน่น ชั่วขณะหนึ่ง ที่ใบหน้าถูกกดให้แนบซุกกับทรวงอกอบอุ่น ความรู้สึกซาบซ่านอย่างประหลาดทำให้ร่างทั้งร่างร้อนวูบ ครั้นแล้วก็กลับเย็นเฉียบสลับกันไป
          “ฉันคิดถึงฮิเดะจัง โทชิ…”
          บรรยากาศในห้องเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนอีกคนจะตอบกลับมาว่า “ฉันรู้…” ด้วยน้ำเสียงปกติ เรียบเฉย “แต่ตอนนี้นายต้องให้ฉันเช็ดตัวก่อน นี่รู้ตัวหรือเปล่าว่าไข้ขึ้นน่ะ”
          กระนั้น เรือนร่างขาวซีดยังคงถูกอีกฝ่ายกอดรัดไม่ห่างหาย โยชิกิปิดเปลือกตาลง ริมฝีปากซีดเซียวขมุบขมิบ
          “ต่อจากนี้ไปฉันจะทำยังไงดี…”
          โทชินิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ฝืนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาเรียวเล็กปิดสนิท ใบหน้าฉายแววทอดถอนหมองหม่น ความรู้สึกภายในใจมีทั้งอารมณ์ตัดพ้อ และเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายอย่างสุดซึ้ง สักพัก ริมฝีปากบางก็แย้มสำเนียงออกเกือบกึ่งเศร้า
          “โยชิกิ…ถ้าวันใดนายเกิดสับสน ว่าเส้นทางที่เดินอยู่มันถูกต้องไหม ฉันจะเดินไปข้างๆ นาย จะผิดจะถูก ฉันอยู่กับนายเสมอ และจะไม่มีทางไปไหนไกลจากนายเลย…ฉันสัญญา”
          หางเสียงดูคลับคล้ายจะเจ็บร้าวลึกๆ อะไรบางอย่าง เขาเองที่กลับเป็นฝ่ายปลอบประโลม ทั้งๆ ที่ความขมขื่นทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอกแสยงต่อความจริงที่ต้องรับรู้ หัวใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้แผ่นอกกว้าง ซึ่งเขาผู้นั้นอิงแอบแนบชิดอยู่ ดูจะเต้นอยู่เพียงเพื่อบอกว่า…
          ‘เวลาเปลี่ยนแปลงหัวใจฉันไม่ได้ โยชิกิ…’
          
          
          

          กลางดึกคืนนั้น โยชิกิตื่นขึ้นมาและพบว่าโทชิกำลังนอนหลับอยู่บนโซฟาที่ตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องนอน ผ้าห่มร่นลงไปจรดที่ปลายเท้า บางส่วนหล่นลงไปกองอยู่ที่พื้น เผยให้เห็นทรวงอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงเป็นจังหวะ แสงจันทร์ที่เล็ดลอดมาจากภายนอกส่องให้เห็นดวงตาที่ปิดสนิท ขอบตาเป็นวงคล้ำ มีรอยเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าฉายอยู่เต็มที่
          หลังจากที่โทชิจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า และหาหยูกยาให้กับอีกคน กว่าอะไรๆ จะเสร็จเรียบร้อยดีก็จวนห้าทุ่มกว่า ด้วยชักไม่ไว้ใจนักว่าอาการไข้ของอีกคนจะกลับมาอีกหรือไม่ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจโทรบอกคนขับรถให้นำเสื้อผ้ามาให้ คืนนี้จำเป็นต้องนอนค้างที่บ้านโยชิกิอย่างเสียมิได้
          อากาศที่ค่อนข้างเย็นในยามดึก ทำให้ร่างที่นอนหงายกอดอกอยู่นั้นกระชับวงแขนให้แน่นยิ่งขึ้น ความง่วงงุนทำให้ไม่อยากแม้แต่จะลุกขึ้นดึงผ้าห่มจากปลายเท้ามาคลี่คลุมตัวนอกจากซุกมือไว้ใต้วงแขน แต่แล้วด้วยความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น ชายหนุ่มก็ต้องสะดุ้งตัวโดยเร็ว เพราะมีมือค่อยๆ คลี่ผ้าห่มคลุมให้อย่างระมัดระวัง
          “…เห็นนายนอนกอดอกท่าทางหนาว เลยจะห่มผ้าให้”
          เมื่อได้ยินดังนั้น โทชิจึงสอดแขนสองข้างซุกไว้ใต้ผ้าห่มอย่างว่าง่าย ดวงตาสะลึมสะลือจับจ้องใบหน้าขาวซีดที่อยู่ในความมืด เช่นกันกับอีกฝ่าย ที่จงใจค่อยๆ จัดแจงกันชายผ้าห่มให้อีกคนอย่างเชื่องช้า สายตาก็คอยชำเลืองมองนัยน์ตาเรียวเล็กคู่นั้นที่จ้องมองมาอย่างไม่วางตา
          “…นอนไม่หลับเหรอ?”
          เสียงแหบพร่ายิงคำถามมาตรงประเด็น…จะมีสักเรื่องของโยชิกิไหม ที่สามารถเล็ดลอดผ่านสายตาของเขาผู้นี้ไปได้
          “เปล่า หลับไปแล้ว…แต่มันตื่นมาเอง”
          ชายหนุ่มไม่ยอมรับแต่โดยดี หากแต่ก็ยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น แม้จะจัดการห่มผ้าคลุมตัวให้อีกฝ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่าทีที่กำลังหลบสายตาของเขา และแขนขาที่วางไว้อย่างเก้ๆ กังๆ ทำให้โทชิรู้ในทันทีว่า คำพูดกับการแสดงออกของเขากำลังสวนทาง
          ชายหนุ่มค่อยๆ สะบัดผ้าห่มที่เพิ่งถูกนำมาคลุมให้ออกไป ลุกขึ้นจากโซฟา แล้วเอื้อมมือไปแตะที่บริเวณหน้าผากของอีกคนเพื่อเช็คอุณหภูมิร่างกาย “ตัวยังรุมๆ อยู่เลย ลุกมาตอนดึกๆ อากาศเย็น เดี๋ยวไข้กลับมาอีกจะแย่เอานะ”
          เสียงแหบๆ ฟังดูงึมงำ เพราะคนพูดรู้สึกง่วงงุนเต็มที ก่อนจะคว้าเอามือของอีกคนเดินจูงพาไปที่เตียงนอน ชายหนุ่มพาเจ้าของห้องมาหยุดอยู่ที่ข้างเตียง สองมือย้ายมาคลี่ผืนผ้านวมออกถือค้างไว้ให้ ดูเหมือนจะเป็นแกมบังคับให้เจ้าตัวสอดร่างเข้าไปอยู่ใต้ผ้านี้เสียโดยดี
          โยชิกิล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่าย แต่แล้ว ร่างที่นอนตะแคงอยู่ก็รู้สึกเกร็งขึ้นมาในทันใด เมื่อรู้สึกได้ว่าที่นอนข้างๆ ยวบลงตามแรงน้ำหนักที่ถูกทิ้งลงมาของใครบางคน
          “เอ๋?…เดี๋ยวสิ นายจะนอนตรงนี้เหรอ?”
          คนพูดมีท่าทีอึกอักเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอีกคนที่กำลังงัวเงีย จู่ๆ ก็ขยับเข้ามาซุกอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกัน ทำทีขยับเขยื้อนร่างกายหาท่านอนที่สบายตัวอย่างไม่เกรงใจ โยชิกิชักระแวงอีกคนขึ้นมาเสียดื้อๆ หากแต่คนถือวิสาสะก็ทำท่าราวกับไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เขาหันหน้ามาหาโยชิกิทั้งๆ ที่เปลือกตาปิดลงแล้ว พูดจาอะไรๆ ไม่รู้เรื่อง เพราะความง่วงทำให้ชายหนุ่มเริ่มงัวเงีย สติไม่อยู่กับร่องกับรอย สรรพสำเนียงจึงฟังดูงุนงง อู้อี้ “อืม…ไม่ต้องห่วงฉัน นอนเถอะ…นอนนะ นอน…”
          ‘…ห่วงเหิ่งอะไรกันล่ะ’
          โยชิกิเถียงกลับในใจ
          “ห่มผ้าเร็ว…อากาศชักเย็น”
          เขาสั่งโยชิกิคล้ายสั่งเด็กๆ พลางลำตัวก็เปลี่ยนมานอนตะแคงหันข้างเข้าหาอีกคน แสงสว่างสีนวลสะท้อนให้เห็นใบหน้าของเขาอย่างเต็มตา โยชิกิได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายชัดเจน ไม่นานเกินรอ คนที่บอกให้เขา ‘นอนเถอะ’ ก็หลับตาพริ้มสนิท แน่นิ่งไปอย่างรวดเร็ว โยชิกิไม่รู้ว่าโทชิจงใจหรือไม่ เรื่องอะไรที่จู่ๆ ก็มานอนเตียงเดียวกันกับเขา หากแต่ตอนนี้รู้เพียงแค่ว่า อากาศเย็นๆ ชักจะร้อนขึ้นมาทันที เมื่อชายหนุ่มเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองเผลอนอนจ้องหน้าเขานานเกินไป…
          เขาผู้ซึ่งมองเผินๆ เหมือนหนุ่มน้อยอ่อนเยาว์คนนั้น แต่บัดนี้ความอ่อนเยาว์เปลี่ยนเป็นความเครียดขรึม เห็นได้ชัดว่าใบหน้าค่อนข้างซูบและซีดเมื่อมองใกล้ๆ
          ตอนนี้คนทั้งคู่นอนตะแคงหันหน้าเข้าหากัน โทชิไม่แม้แต่จะแตะต้องโดนตัวโยชิกิเลยแม้แต่นิดเดียว ท่าที่นอนไม่ไหวติงเพราะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาตลอดทั้งวันทั้งคืน…โยชิกิยังคงจดจ้องไปยังเขาผู้นั้น
          ชั่วขณะหนึ่ง ใบหน้าของโยชิกิเริ่มร้อนผ่าวและเย็นจัดสลับกันไป หัวใจเริ่มเต้นระรัวราวกับจะเด้งทะลุออกมาจากอก แม้จะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก คุ้นชินต่อกันจนรู้จักไปแทบทุกเรื่อง แต่ก็ไม่มีสักครั้งเลยที่ชายหนุ่มจะเคยเพ่งมองรายละเอียดบนใบหน้าของผู้เป็นเพื่อนใกล้ถึงเพียงนี้
          ถ้าเขาตื่นมาได้ยินเสียงหัวใจของโยชิกิที่กำลังเต้นอยู่ตอนนี้ เขาคงจะพูดล้อเลียนว่า
          “สมกับเป็นมือกลอง ขนาดตอนหัวใจเต้นเทมโปยังนิ่งเลย”
          โยชิกิปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับใบหน้าที่วางแน่นิ่งอยู่บนหมอน ภาพที่เด่นชัดในความทรงจำคือภาพของชายหนุ่มหน้าตาอ่อนเยาว์ ริมฝีปากมีรอยยิ้มนิดๆ แววตาอ่อนโยนที่จ้องมองมายังเขา เสียงห้าวนุ่มนวลแกมเศร้า ยังติดหูอยู่ไม่รู้วาย
          “เวลาเปลี่ยนแปลงหัวใจฉันไม่ได้ โยชิกิ…”

          .

          .

          .

          โยชิกิพลิกตัวตื่นจากหลับที่ไม่เคยมีครั้งใดที่จะ ‘เสมือนตาย’ เท่าครั้งนี้มาก่อน ที่นอนข้างๆ ว่างเปล่า ผ้าห่มบนโซฟาพับวางเรียบร้อย หน้าต่างและผ้าม่านถูกเปิดอ้าไว้ รับเอาเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วสลับกับเสียงลมพัดใบไม้หวีดหวิว อากาศเย็นโชยชาย กลิ่นดอกไม้หอมระรวยไปทั่วห้อง ทุกหนทุกแห่งมีแต่ความสงบ
          ข้างเตียงมีโน้ตที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ วางทิ้งไว้บนโต๊ะ โยชิกิหยิบมันขึ้นมาอ่าน…

กลับบ้านมาอาบน้ำ จะรีบกลับไปทำข้าวเช้าให้ (แป๊บเดียวจริงๆ)
เพราะไม่รู้โยชิกิจะตื่นตอนไหน เลยไม่ได้ทำเอาไว้ (เดี๋ยวไม่อร่อย~)
แต่ถ้าหิวมาก ในตู้เย็นมีนมกับซีเรียล (ไข้ลดแล้ว น่าจะเดินลงมากินเองได้นะ)
ปล.อย่าตกใจ น้ำในอ่างสำหรับล้างหน้า จะได้สดชื่นครับ
ε(*´・ω・)з
                                                                                

          ชายหนุ่มอ่านพลางก็ยกยิ้มให้กับความเป็นโทชิ
          เขาลุกจากเตียงเดินเข้าไปในห้องน้ำ เห็นแปรงสีฟันบีบยาไว้เรียบร้อย วางอยู่บนผ้าขนหนูผืนเล็ก คงเอาไว้ให้เช็ดหน้า ข้างๆ กันมีชามอ่างบรรจุน้ำลอยดอกไม้…ดอกอะไรไม่รู้ สีม่วงๆ แต่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งดีเชียว
          ‘อ๋อ นี่มันดอกที่โทชิคะยั้นคะยอให้เอามาปลูกเมื่อนานมาแล้วน่ะเอง จะว่าดอกอะไรก็ลืมถาม…แต่หอมดีทีเดียว เหมือนกลิ่นที่อยู่ในไวน์แดง’
          ดอกไม้สีม่วงที่ลอยอยู่ในชามอ่างใสให้ภาพที่สวยงาม ทั้งยังส่งกลิ่นหอมเย็นสดชื่น โยชิกิยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ สูดดมกลิ่นหอมชื่นใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะใช้มือวักน้ำขึ้นมาลูบที่ใบหน้าทีสองที กลิ่นหอมของดอกไม้กับน้ำเย็นๆ ทำให้สดชื่นขึ้นมาอย่างที่ว่าไว้
          ว่าแต่โทชินี่สิ ยังอุตส่าห์ไปเก็บดอกไม้มาทำอะไรแบบนี้ให้…ตั้งแต่จำความได้ ไม่มีใครสักคนเคยดูแลเอาใจใส่ขนาดนี้มาก่อน
          โยชิกิจัดการล้างหน้า แปรงฟัน แล้วจึงเดินลงมาข้างล่าง
          ‘จะสิบโมงแล้ว โทชิจะกลับมาหรือยังนะ…’
          .
          .
          .
          ภายในห้องรับแขก โทชิยืนจ้องโทรทัศน์ตาไม่กะพริบ บนหน้าจอปรากฏเป็นภาพของนักข่าวชายหญิงสามคนนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวยาว ด้านข้างของจอมีรูปภาพปรากฏขึ้นเป็นกรอบเล็กๆ พร้อมกับตัวหนังสือตัวโตขึ้นโชว์อยู่ข้างกัน ความว่า
          “ลือสนั่น HIDE X-JAPAN ฆ่าตัวตาย”
          เป็นคำโฆษณาเรียกแขก เพื่อให้คนที่เปิดโทรทัศน์ผ่านไปผ่านมาได้หยุดดู
          โทชิยืนนิ่งฟังสามพิธีกรแย่งกันพูดจนไฟแลบ เขามิได้ถือสาเอาความอะไรนักกับรายการข่าวบันเทิงซุบซิบที่หาแก่นสารอะไรไม่ได้ เพียงแต่ก็ฟังเอาไว้เท่านั้น ฟังไปก็หัวเราะเย้ยหยันอยู่ในใจ จิตใจคนพวกนี้ทำด้วยอะไรกันหนา เพียงแค่ต้องการจะขายข่าว ต้องเล่นกับความรู้สึกคนเลยอย่างนั้นหรือ ดีหน่อยที่เขาเป็นคนใจเย็น หากเป็นอีกคนที่นอนหลับอุตุอยู่ข้างบนล่ะก็ ไม่แน่ว่าห้องทั้งห้องนี้อาจกลายเป็น ‘สมรภูมิเละ’ ภายในไม่กี่นาที
          เขาหันหลังจะไปหยิบรีโมทเพื่อเปลี่ยนช่อง จังหวะนั้นเองที่แทบจะทำให้หัวใจหยุดเต้น เมื่อพบว่าโยชิกิมายืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้…
          ‘ตายล่ะหว่า’
          ยังไม่ทันสิ้นเสียงนึกคิดภายในใจ รีโมทตรงหน้าก็ถูกอีกมือหนึ่งคว้าไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น รีโมทเจ้ากรรมก็ปลิวไปกระแทกกับหน้าจอโทรทัศน์อย่างแรง โทชิหันขวับไปตามทิศทางที่วัตถุชิ้นเล็กนั้นลอยผ่านหน้าไป พบว่ามันได้กระเด้งตกลงมาข้างล่างไม่ไกลนัก รีโมทอันจิ๋วไม่สามารถทำให้หน้าจอแบนๆ เป็นอะไรได้มาก เพียงแต่เป็นรอยเล็กน้อย กระนั้นแล้ว ภาพในจอจึงยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป
          โทชิยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า เหมือนสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะหนึ่ง ไม่นานก็กลับมาสั่งการใหม่ เสียงในหัวตะโกนขึ้นบอกเขาว่า ‘ทำอะไรสักอย่างสิ!’ จึงรีบหันขวับไปหาตัวต้นเหตุที่ตอนนี้เดินไปเดินมาด้วยท่าทีฉุนเฉียว หันรีหันขวางเหมือนกำลังมองหาของบางอย่าง ดูแล้วราวกับมีไอระอุพวยพุ่งออกมาจากศีรษะ
          ทันใดนั้นเอง โยชิกิก็คว้าเอาแจกันที่ตั้งโชว์อยู่ไม่ไกลนักด้วยมือสองข้าง เหวี่ยงตัวหันกลับมา ออกแรงขว้างอย่างสุดแขน โดยที่ไม่แม้แต่จะหันมาเล็งให้ดีก่อน
          “เฮ้ย!!”
          แจกันใบใหญ่ลอยหลุดมือไป เป้าหมายคือตั้งใจจะให้โดนหน้าพิธีกรสามคนที่อยู่ในจอโทรทัศน์นั้น
          เพล้ง!!
          เสียงแจกันแตกกระจายเมื่อกระแทกเข้ากับวัตถุที่แข็งพอๆ กัน
          หากแต่มันกลับไม่ใช่หน้าของสามพิธีกรอย่างที่ชายหนุ่มคาดการณ์เอาไว้
          เป็นเพราะโทชิยืนอยู่หน้าจอโทรทัศน์ จึงทำให้อยู่ในวิถีการขว้างพอดิบพอดี แจกันใบใหญ่ฟาดลงเข้าที่ศีรษะเต็มแรง เศษกระเบื้องแตกกระจายเต็มพื้น พร้อมกับร่างของชายหนุ่มก็เซถลาไปตามแรงกระทบ ซ้ำแล้วยังล้มหงายหลังจนศีรษะอีกด้านฟาดเข้ากับโทรทัศน์ตั้งโต๊ะจอใหญ่ ทำให้ทั้งคนทั้งทีวีหงายตึงลงไปกองอยู่ด้วยกัน
          หน้าจอที่หงายเอียงอยู่ดับสนิท เบื้องล่างมีร่างของอีกคนนอนนิ่งอยู่ที่พื้น บริเวณขมับที่โดนฟาดมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด ชายหนุ่มค่อยๆ ยกมือขึ้นกุมขมับ พร้อมกันนั้น เสียงครางเบาๆ ก็เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก เขายังไม่หมดสติไป…
          ไม่ไกลกันนัก โยชิกิยืนมือสั่นปากสั่น มองผลงานตัวเองอย่างทำอะไรไม่ถูกไปชั่วครู่ ก่อนจะปรี่เข้าไปนั่งคุกเข่าข้างๆ โทชิ พยุงร่างนั้นให้ลุกขึ้นนั่ง พลางพูดพร่ำคำขอโทษด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
          “โทชิ…โทชิฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันขอโทษ…อย่าเป็นอะไรนะ โทชิ…โทชิ”
          “โอย…”
          ริมฝีปากสั่นระริกเอื้อนเอ่ยชื่อของเขาด้วยความรู้สึกผิดจริงใจ หากแต่มีเพียงเสียงครางเพราะความเจ็บปวดเท่านั้นที่ตอบกลับมา
          โยชิกิไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรดี ได้แต่เอื้อมมือมาจับมืออีกข้างของโทชิไว้แน่น โทชิเมื่อรู้สึกได้ถึงอีกมือที่สั่นเทา จึงพยายามฝืนลืมตาขึ้นมาแม้จะปวดหัวมากแค่ไหนก็ตาม ริมฝีปากเค้นคำพูดออกมาให้เป็นคำ ออกปากกับอีกคนราวกับออกคำสั่ง
          “ไปเอาผ้ามาห้ามเลือด…”
          อีกคนเมื่อได้ยินดังนั้น จึงรีบโผลุกหายเข้าไปหลังบ้าน ทิ้งให้ชายหนุ่มนั่งพิงฝาผนังเอามือกุมศีรษะกดแผลเอาไว้อยู่เพียงลำพัง
          โทชิประคองตัวเองลุกขึ้นเดิน เขาทิ้งกายทรุดนั่งลงบนโซฟาตัวยาว แล้วเอนร่างแตะแผ่นหลังลงยังเบาะหนานุ่ม ดวงตาดำยาวรีปิดเปลือกตาลงนิ่งๆ ราวกับต้องการบรรเทาความเจ็บปวดที่เต้นตุบๆ อยู่ภายในหัว มือที่กอบกุมบาดแผลอยู่เริ่มรู้สึกได้ถึงความเปียกชุ่มของเลือดที่ยังไหลรินไม่ขาดสาย พลันก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนวันแถลงข่าวเมื่อวานซืน จะว่าไปก็เป็นเหตุการณ์แบบเดียวกันเป๊ะ…เจ็บตัวเหมือนเดิม โดนหัวเหมือนเดิม โซฟาตัวเดิม และ…คนทำคนเดิม
          “เพิ่งจะหายปวดจากครั้งก่อนแท้ๆ…” เขาคิดในใจ
          สักพัก โยชิกิก็วิ่งหน้าตาตื่นกลับมาพร้อมกับผ้าขนหนูและกล่องปฐมพยาบาล “มาแล้วๆ…” เขานั่งลงข้างๆ ชายหนุ่ม พลันสองมือก็จับประคองใบหน้าของอีกฝ่ายให้หันมาหาตนเอง ก่อนจะใช้ผ้าขนหนูกดห้ามเลือดเอาไว้ให้ มือที่กุมแผลอยู่จึงถอนออก ปล่อยให้มือเรียวของอีกคนจัดการห้ามเลือดให้ตนเอง
          นี่เป็นครั้งแรกที่เขาผู้นี้แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยอย่างเห็นได้ชัด จนโทชิเผลอคิดไปว่า ท่ามกลางเหตุการณ์อันตราย หน้าสิ่วหน้าขวานนี้เสียอีก เขากลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของโยชิกิ
          “โทชิเจ็บมากไหม…ฉันขอโทษนะ…”
          มือข้างที่ว่างอยู่ ลูบเสยเรือนผมสีดำที่หล่นลงมาปรกหน้าผาก น้ำเสียงตื่นตระหนกแสดงความรู้สึกผิดจริงใจ สัมผัสมือนุ่มนวลนั้นช่วยให้บรรเทาอาการปวดได้หลายเท่าตัว ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มทำเอาอีกฝ่ายแทบจะไม่ถือโทษโกรธเคืองอันใดเลย
          “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะขว้างแจกันใส่โทชินะ ฉันแค่โมโหให้พวกที่กล่าวหาฮิเดะ แต่มันดันพลาด…”
          คราวนี้สำเนียงคนพูดเริ่มสั่นเครือ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า จนคนเจ็บต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้
          “ไม่เอาอย่าร้องไห้ ฉันไม่เป็นอะไร ฉันไม่โกรธโยชิกิด้วย รู้อยู่ว่าไม่ได้ตั้งใจ…”
          โทชิหยุดพูดไปพักหนึ่ง ค่อยๆ หลับตาลงเมื่อรู้สึกถึงอาการปวดที่มักจะเจ็บแปลบขึ้นมาเป็นระยะๆ
          “แต่คราวหน้าคราวหลังก็หัดใจเย็นเสียบ้างนะ…” คราวนี้เหมือนจะกล่าวแกมตำหนิตีเตียนอีกคนอยู่เล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มเหลืออดออกมาเป็นการบอกว่า เขามิได้จะเอาเรื่องอะไร
          หากแม้แต่ในยามนี้…ชายหนุ่มยังต้องเป็นฝ่ายที่ปลอบโยน
          บนใบหน้าโยชิกิฉายแววสำนึกผิด มือซ้ายยังคงกดแผลไว้ที่บริเวณขมับข้างขวาของอีกคน อีกนานแค่ไหนกันนะเลือดจึงจะหยุดไหล…
          “ตอนนี้ยังเจ็บอยู่ไหม?”
          “เจ็บอยู่…” ชายหนุ่มบอกไปตามตรง ดวงตายังคงปิดสนิท
          “แล้ว…ต้องทำยังไง ?”
          โทชิลืมตาขึ้นมองคนตรงหน้า พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “หัวแตก ก็ต้องให้หมอเย็บ” ราวกับจะไม่รู้สึกรู้สาหรือเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรแม้แต่น้อย
          “เย็บ…” หากแต่เป็นอีกฝ่ายเสียอีกที่หน้าเริ่มถอดสีหลังจากที่ได้ยินไปดังนั้น
          “อือฮึ…” คราวนี้ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองใบหน้าถอดสีราวกับจะออดอ้อน แต่กลับยิ่งทำให้ตัวต้นเหตุรู้สึกใจเสียมากยิ่งขึ้น “ฉันขอโทษ…”
          โทชิหัวเราะขันในใจกับท่าทางคนตรงหน้า รู้สึกเป็นสุขแปลกๆ ในยามที่อีกคนแสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใย หากต้องแลกกับการเจ็บตัวเพื่อความผาสุกอันน้อยนิด เพียงเท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่าเจ็บแล้ว
          “เออ…เมื่อเช้า พอตื่นขึ้นมาก็เห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียงนายซะแล้ว สงสัยเมื่อคืนฉันจะง่วงไปหน่อยเลยออกจะเบลอๆ ขอโทษทีนะ” ระหว่างรอให้เลือดหยุดไหล โทชิตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุย หวังไม่ให้อีกคนรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้
          โยชิกินึกถึงภาพเมื่อคืนก็เกิดเขินขึ้นมาทันที ภายในหัวสมองดันผุดขึ้นมาเป็นภาพตอนที่คนสองคนนอนหันหน้าเข้าหากัน…ซึ่งเรื่องนี้โทชิรู้ดี เพราะตอนเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่าใบหน้าของคนทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงคืบเดียวเท่านั้น
          ราวสิบนาทีที่โทชิเห็นอีกคนเงียบไปนาน จึงทักท้วงด้วยความเป็นห่วงว่า
          “นี่…เมื่อยแขนไหม? กดไว้นานแล้วนะ”
          “แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก”
          “เปล่า แค่จะบอกว่าพอแล้วแหละ น่าจะค่อยดีขึ้นแล้ว เดี๋ยวจากนี้ค่อยเอาสำลีพันผ้าก๊อซปิดไว้ก็ได้”
          โยชิกิทำตามที่ชายหนุ่มว่า เขาคลายผ้าขนหนูชุ่มเลือดออก บัดนี้ผืนผ้าสีขาวสะอาดเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ เขายื่นหน้าไปพิจารณาดูแผลของอีกคน รอยแตกไม่ใหญ่มาก เพียงแต่โดนกระเบื้องบาดลงไปลึกจึงทำให้เลือดไหลออกมาเยอะ ส่วนที่โทชิบอกว่าปวดนั้น คงเป็นเพราะแรงกระแทกทั้งจากแจกันและจากตอนที่เซไปฟาดซ้ำกับทีวี แต่ตอนนี้เลือดเริ่มค่อยๆ ซึมช้าลง โยชิกิจึงหันไปเปิดกล่องปฐมพยาบาล หยิบแผ่นสำลีกับผ้าก๊อซขึ้นมาเพื่อทำการปิดปากแผลอีกครั้งก่อนพาไปหาหมอ
          “ตกลงนายโกรธฉันหรือเปล่าที่จู่ๆ ฉันก็ขึ้นไปนอนบนเตียงนายน่ะ?” โทชิวกเข้าเรื่องเดิมจนได้ เล่นเอาโยชิกิชะงักไปเล็กน้อย
          “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ…นี่ ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า?”
          “ยังเจ็บอยู่…เมื่อเช้าตื่นมาตอนตีห้า โยชิกิยังนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่เลย ฉันเลยทิ้งโน้ตไว้ให้ ได้อ่านแล้วใช่ไหม เป็นไงบ้างน้ำลอยดอกไม้ที่ฉันทำ เมื่อก่อนแม่จะเป็นคนทำไว้ให้ มันหอมดีทีเดียวเลยใช่ไหมล่ะ”
          แม้ในยามนี้โทชิก็ยังเป็นคนที่พูดมากเหมือนเดิม…โยชิกิไม่ตอบอะไร มือยังคงง่วนอยู่กับการพันแผลให้อีกคน
          “แล้วไข้เป็นไงบ้าง เห็นไหมล่ะเพราะนายพักผ่อนน้อย ไม่ยอมกินข้าวอีก”
          “นายเงียบไปเถอะ เจ็บอยู่ไม่ใช่หรือไง”
          “โอเค…”
          โทชิยอมหยุดพูด นั่งนิ่งให้อีกคนพันผ้ารอบศีรษะให้แต่โดยดี
          “พูดอยู่ได้ หัวแตกอยู่ลืมไปแล้วหรือไง” โยชิกิเริ่มบ่นอุบอิบแก้เขิน หากแต่รู้หรือไม่ว่ายิ่งเป็นการยุยงให้อีกคนต่อปากต่อคำ “แค่มีคนทำแผลให้ก็หายเจ็บแล้ว”
          โยชิกิเริ่มหมดความอดทนกับลูกหยอดของโทชิ จึงพลั้งปากพูดความรู้สึกส่วนตัวออกไปโดยไม่ทันคิด
          “อย่างนั้นก็แย่หน่อยนะที่ฮีธไม่อยู่”
          มารู้ตัวอีกที คำพูดนั้นก็หลุดลอยไปสะกิดหูคนฟังเข้าเสียแล้ว “เกี่ยวอะไรกับฮีธ?”
          “ฮีธอยู่แผลนายคงสมานตัวได้เองอัตโนมัติ” มาขนาดนี้แล้ว ก็ปล่อยเลยตามเลยเสียก็แล้วกัน…
          “นี่…ยังไม่เลิกหึงอยู่อีกเหรอ?”
          “…”
          ‘ชิบหาย…’
          ความปากไวของชายหนุ่มทำให้อีกคนนิ่งชะงักไป…คำว่า ‘หึง’ ราวกับจะกลายเป็นคีย์เวิร์ดปลดล็อคอารมณ์อันพลุ่งพล่านของอีกคนไปเสียแล้ว
          “เสร็จแล้ว…ตอนแรกว่าจะพาไปหาหมอ ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว เจ็บที่หัวนี่ มือไม่ได้เจ็บ ขับรถไปเองแล้วกันนะ…ไม่มีอารมณ์”
          ว่าแล้วก็เดินกระแทกเท้าหายขึ้นไปบนบ้าน ทิ้งให้คนเจ็บยังคงนั่งคากล่องปฐมพยาบาลอยู่อย่างนั้น โทชินึกอยากเอามือตบหน้าตัวเองสักสามสี่ฉาดที่พูดอะไรพร่อยๆ  ออกไป แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งโดนหัวฟาดมา พลันก็หันไปมองสภาพห้องรับแขกในตอนนี้…ที่พื้นกระจัดกระจายไปด้วยเศษกระเบื้อง จอโทรทัศน์ยังคงหงายเอนกระเท่เร่อยู่อย่างนั้น
          ‘จะทำยังไงกับซากความหายนะพวกนี้ดี…
          ชายหนุ่มคิดในใจ ก่อนจะพยุงตัวเองลุกขึ้น เดินโซซัดโซเซออกจากบ้านไป
          ‘แต่ก่อนอื่นฉันต้องไปหาหมอก่อน โอย…’

          .

          .

          .

          .

 

Fiction

X Japan’s Yoshiki gives weather report in English on French TV, delights fans worldwide【Video】

Lack of rainy conditions sadly prevents Japanese visual kei music legend from saying weather will rock viewers like a hurricane. 350 palabras más

Japan

Song of the Day: Forever Love by X Japan

Wikipedia: X Japan
Wikipedia: Forever Love

Forever Love

I’ll never walk alone again, the winds of time are to strong.
Ah, it’s that what you hurts, which you’ll have to live with… 381 palabras más

Song Of The Day

“We are X”. Vienna, Austria. 15 Oct. 2017

“We are X” Documentary – European Premiere + Live Q&A with Yoshiki. Vienna, Austria. 15 October 2017

WE ARE X + live Q&A mit Yoshiki “Österreichpremiere” (Austrian Premiere) 3.181 palabras más

English

Yoshiki and the stream of pain and love

“Aren’t those colours beautiful?”, the wonderful muse said, as she looked up in the autumn-painted tree above us. I looked up as well and it was like the leaves reacted to the kind words of the muse by turning even deeper into the fiery colour palette of the fall. 556 palabras más

Allgemein